ทุนเรียนต่อ ปี 4 ก็สายเสียแล้ว
พูดถึงทุนเรียนต่อต่างประเทศ มีหลายประเทศที่เสนอให้เปล่าโดยไม่ต้องกลับมาชดใช้คืน หรือบางประเทศให้บินไปเองแต่ก็ยังเรียนฟรีพร้อมค่าใช้จ่ายกินอยู่ สำหรับน้องๆที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยและมองหาลู่ทางเรียนต่อต่างประเทศ ลองมาดูกรณีตัวอย่างวิธีการหาทุน ซึ่งขอย้ำว่า ใช้เวลาเตรียมตัวเป็นปี อย่าไปเริ่มคิดหาเอาตอนปี 4 เป็นอันขาด ถ้าเริ่มเอาตอนนั้นถือว่าสายเสียแล้ว โอกาสได้แทบไม่ทันไม่เหลือ

จากประสบการณ์ส่วนตัว ช่วงเวลาที่ควรจะต้องเริ่มมองหาลู่ทางก็คือปี 2 ปลายๆและปี 3 เพราะช่วงเวลานั้นจะพอมองเห็นความชอบในสาขานั้นๆพอสมควร บางคนอาจจะตัดสินใจได้ว่าจะไปทางอื่น หรือทำงานหลังจบ และสำหรับคนที่อยากเรียนต่อปริญญาโท ก็เริ่มเตรียมสอบวัดผลทางภาษา และเลือกประเทศกันไว้ได้เลย

คนที่ยังไม่แน่ใจแม้กระทั่งเรียนไป 3 ปีแล้วว่าจะจบออกไปทำอะไร เหมือนผมในตอนนั้น ก็จะเลือกการเรียนต่อเหมือนกัน เพราะคิดไว้ว่าอย่างน้อยภาษาก็น่าจะดีขึ้น และเงินเดือนสูงกว่าแน่นอน แล้วที่ไหนดีละ

นอกจากเว็ปไซต์แล้ว สมัยนั้นผมยังเลือกวิธีการสุ่มโทรไปถามทุกสถานทูตที่คิดว่าน่าสนใจและน่าจะมีทุนเรียนต่อให้ ประเทศมหาอำนาจไม่อาจรอดเงื้อมมือผมไปได้ ทั้งอังกฤษ อเมริกา ประเทศในยุโรปทั้งหลาย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย แม้กระทั่งศรีลังกา

ผมพบว่าน่าแปลกใจมากที่หลายประเทศให้การต้อนรับและข้อมูลอย่างกับผมเป็นแขกวีไอพี ผมยังจำเจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษาของเนเธอร์แลนด์ได้ เธอนัดให้ไปรับข้อมูลถึงที่สถานทูต ส่วนศรีลังกาก็ส่งกระดาษเปล่าให้ผมเขียนถึงท่านทูตเลยทีเดียว

สมัยนี้น่าจะง่ายขึ้นจากเว็ปไซต์ ถ้าสนใจประเทศไหนจริงๆก็ควรโทรถึงฝ่ายศึกษาและวัฒนธรรม ตามสถานทูตใหญ่ๆต้องมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบเรื่องทุนแน่นอน ถ้าเขาไม่มีให้ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์วัดความกล้าและฝึกภาษาไปในตัว

บทสรุปในตอนนั้นจำได้ว่าประเทศที่มีทุนให้คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน อินเดีย เนเธอร์แลนด์ เม็กซิโก สเปน แต่ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษส่วนใหญ่ก็มีสาขาที่สอนเด่นต่างกัน (อย่างเยอรมันเน้นเทคโนโลยี) และต้องให้เราสอบผ่านวัดผลภาษาอังกฤษก่อน พวก TOEIC, TOEFL, IELTS ตรงนี้เป็นทางแยกแรก ถ้าจะต้องเตรียมตัวสอบภาษา นี่ก็คงต้องใช้เวลาแรมปีเลยเนาะ

ถ้าไม่อยากสอบภาษาอังกฤษ ก็ตัดประเทศพวกนั้นทิ้งไป ผมเลือกเดินไปประเทศอื่นที่ใช้ภาษาสเปนที่เคยได้เมื่อเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ตัวเลือกของผมจึงแคบลงมาเหลือแค่สเปน และเม็กซิโก

ดีเหมือนกัน ไปประเทศแปลกๆ คู่แข่งก็น้อยลง สมัยนั้นเด็กอักษรจุฬาเหรียญทองเขาไปสเปนกันหมด ผมจึงเลือกทางแยกย่อยอันสุดท้าย คือสมัครไปทุนเม็กซิโก ซึ่งแทบจะไม่มีคู่แข่งเลยนอกจากตัวผมเอง

เม็กซิโกเป็นประเทศร่ำรวยด้วยน้ำมัน มีทุนเรียนต่อให้กับนักเรียนทั่วโลก แต่มีข้อแม้คือ คุณต้องพูดและเรียนเป็นภาษาสเปน ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะส่ายหัวว่าไปคนละทางกับภาษาอังกฤษที่อยากเรียนละ แต่ช้าก่อน ลองมาดูเทคนิควิธีการสมัครให้คณะรับเข้าเรียนกันดีกว่า ประเทศอื่นๆก็น่าจะมีเกณฑ์คล้ายๆกัน

ทุนรัฐบาลเม็กซิโกนั้นมีมหาวิทยาลัยให้เลือกมากมายทั่วประเทศ และคณะเกือบทุกคณะ คราวนี้ก็เสร็จเราสิครับ เลือกจิ้มได้เลยว่าอยากไปเมืองไหน คณะอะไรบ้าง แล้วหว่านอีเมลไปให้หมด
มี 2-3 คณะที่ตอบกลับมาเราก็เลือกส่งเอกสารสมัครไปเข้าเรียน (แล้วค่อยยื่นขอทุนอีกที) พอเอกสารถึงคณะเขาก็ส่งอีเมลกลับมาสัมภาษณ์ให้เขียนเรียงความและตอบคำถามไปชุดหนึ่ง
มารู้ทีหลังว่าผมโชคดีมากเหมือนกันที่สมัครจนได้คณะนี้ เพราะเหตุผลหลายอย่างมาเอื้อกันพอดี

อย่างแรก คือ มหาวิทยาลัยและคณะนั้นไม่เคยมีเด็กเอเชียไปเรียนมาก่อนเลย เขาก็สนใจมากๆ อยากได้เด็กจากประเทศต่างๆมาเรียนแบ่งปันความคิด (แบบเอเชีย) นี่อาจจะเป็นข้อเด่นของเราทางกายภาพ

อย่างที่สอง ผมเลือกมหาวิทยาลัยที่ไม่เล็กเกินไป และไม่ดังจนเกินไป เพราะอย่างแรกก็เสี่ยงที่คณะจะไม่เปิดเพราะคนเรียนไม่พอหรือมาตรฐานไม่ดีก็ว่าไป ส่วนมหาวิทยาลัยที่ดังเกินไป การแข่งขันก็จะสูง โอกาสที่เราจะได้รับคัดเลือกก็มีน้อยลง นอกเสียจากว่าโปรไฟล์เราดีมากๆจนชนะคนท้องที่เจ้าของภาษาและนักเรียนต่างชาติทั่วโลก

ลองนึกเล่นๆสมมุติว่าเรามีคณะเป็นของตัวเอง หรือเราเป็นอาจารย์สอนในนั้น มีคนสมัครนับร้อย แล้วคิดว่าเราอยากได้เด็กแบบไหนมาเรียนบ้าง เราก็ทำประวัติเราให้เข้าทางสิครับ เช่น เรียนต่อตรงกับสาขาที่เขาสอนต่อยอดเขาได้ เคยทำงานหรือทำวิจัยในด้านนั้นมาก่อนจะดีมาก (กาดอกจันไว้ 8 ตัว) เพราะปริญญาโทต้องทำวิจัยหรือรายงานเชิงลึกอยู่ตลอด ถ้าเรามีประสบการณ์จะทำให้เขาแน่ใจว่าเรามีโอกาสเรียนจบและมีผลงาน และถ้าเราเคยทำงานด้านนั้นๆมาก่อน เขาก็จะชอบว่าเราจะมีประสบการณ์และความเห็นมาแสดงในชั้นเรียนได้แน่ ก็เลยทำให้คนที่ทำงานมาก่อนจะได้เปรียบในการสมัครปริญญาโท ส่วนเราที่จะจบใหม่ๆแล้วอยากเรียนต่อเลยละ ก็อาศัยวิธีการฝึกงานล่วงหน้า งานอาสาสมัคร (ที่เกี่ยวกับคณะที่จะเรียน) ดูงานอะไรก็ว่าไป แล้วใส่ๆๆๆๆ ลงไปในใบประวัติของเราให้หมดเลยครับ มีจดหมายรับรองแนะนำตัวจากอาจารย์ที่ปรึกษาก็ใส่เข้าไปให้เต็มที่ ทำให้เขามั่นใจในตัวเราแน่นอน

ตรงนี้ก็ต้องใช้เวลาสะสมเป็นปีเหมือนกัน ผมเคยไปอาสาที่ไหนมาบ้างก็ใส่ลงไปหมด ผลบุญตรงนั้นเลยได้ขอมาช่วยในครั้งนี้หมด

ความบังเอิญอย่างที่สาม คือ คณะที่ให้ทุนของเม็กซิโกนั้น จะเปิดปีเว้นปี หมายความว่า ถ้าเขาเปิดรับเด็กเข้าเรียนปีนี้ ปีหน้าก็จะไม่เปิดเพราะอาจารย์จะใช้เวลาสำหรับทำวิจัยไม่สอนเด็กเข้าใหม่ ถ้ามีคณะที่เราอยากเรียนมากๆ ก็ต้องสมัครให้ตรงปี ไม่งั้นอาจจะเสียเวลารอไปอีกปีเต็มๆ นี่ไม่รวมต้องดูเวลาเปิดรับสมัครที่ต้องส่งเอกสารและได้รับคำตอบกลับมาให้ทัน เอกสารบางอันต้องแปลเป็นภาษาอื่นไม่พอ ยังต้องไปให้ทางการหรือสถานทูตรับรองเอกสารด้วย พอได้ทุนเสร็จ กว่าจะทำวีซ่าและรอเปิดภาคเรียน ก็ต้องรออีกค่อนปี

การสมัครทุนเรียนต่อจึงใช้เวลาเตรียมการมากกว่าที่เราคิด สิ่งสำคัญคือสร้างประวัติให้น่าสนใจ ทำบุญสุนทาน (ช่วยได้จริงๆนะ) เตรียมภาษาให้พร้อมสำหรับการเรียนปริญญาโทที่โหดน้ำตาเล็ด

เรียนโทเหนื่อยมากนะ แต่ก็ได้อะไรกลับมามากมาย ถ้าคิดว่าไหว ก็ลุยกันเลย
SHARE
Writer
Kitoten
skate boarder
Traveller, skate boarder.

Comments

fongya
3 years ago
มีวิธีเตรียมตัวกับภาษาสเปนยังไงบ้างคะ
ถ้าเราไม่ได้ภาษานี้เลยควรเริ่มจากตรงไหนก่อนดี
Reply