Yep! (ภาค 1)
ตอนนั้นราวๆ ปี 2550....

หลังผมจบปริญญาตรี จับใบแดงได้เป็นทหาร ปลดออกมาผมก็ไปบวชต่อ พอสึกแล้วก็เป็นไอ้ทิดที่มีผิวตัวดำกร้านหัวล้านโล้นเตียน ที่ไม่รู้จะถือวุฒิฯที่ร่ำเรียนได้มาไปสมัครเข้าชายคาบริษัทไหนดี

คิดไปคิดมาก็เกิดปิ๊งไอเดีย... ผมจึงจัดการไปยุเพื่อนอีก 2 คน ที่เคยเล่นดนตรีด้วยกันสมัยครั้งยังเป็นนักศึกษา (ที่แม้เวลาจะผ่านมาแรมปีแต่พวกมันก็ยังไม่มีงานประจำเป็นหลักเป็นแหล่งทำสักที) ให้กลับมารวมตัวกันเล่นดนตรีอีกครั้ง!!

จริงๆ ยังมีเพื่อนอีกคนที่เป็นมือกีตาร์ แต่ ณ เวลานั้นมันได้งานเป็นครูสอนภาษาจีนเด็กมัธยมอยู่ และไม่มีความคิดที่อยากมาเล่นดนตรีหาเลี้ยงชีพอะไร สุดท้ายเราเลยเหลือกันอยู่แค่ 3 คน เพื่อนมือกลอง เพื่อนมือเบส และผม-ที่ต้องเหมาร้องเพลงและเล่นกีตาร์โปร่งไปด้วย

เราเล็งกันว่าการรวมตัวครั้งนี้เราจะแกะเพลงฮิตๆ ในท้องตลาดแล้วไปออดิชั่นตามร้านเหล้าสไตล์นั่งกินดื่มชิลล์ๆ กัน เพราะพอไม่มีมือกีตาร์ไฟฟ้าระดับพระกาฬไปสักคน วงฟูลแบนด์ของเราก็ต้องลดสเป็คมาเหลือแค่วงอคูสติก 3 ชิ้น และร้านเหล้าสไตล์นั่งกินดื่มชิลล์ๆ เป็นอะไรที่เหมาะที่สุดแล้ว

ทีแรกผมค้านไปว่ามันแปลกๆ มั้ย ที่เล่นอคูสติกแต่ดันมีกลองมีเบส แต่เพื่อนมือกลองมันบอกว่า "เฮ้ย กูเคยไปดูอยู่ร้านนึงแถวดอนเมือง กลอง เบส กีตาร์โปร่งอย่างละชิ้น เล่นโคตรดี ไปดูเป็นตัวอย่างมั้ยล่ะ"

แม้ช่วงนั้นเงินเก็บของพวกเราจะเหลือกันน้อยเต็มที (เอ่อ...จริงๆ เรียกว่าไม่มีตังค์เลยยังได้) แต่เราก็คิดกันว่า "ถ้าไม่ไป ก็ไม่รู้" เราเลยตัดสินใจว่า เอาน่า...ยังไงก็ต้องไปดูสักตั้ง แต่กว่าจะผ่านการอนุมัติจากแฟนมือกลองได้ก็ยากยิ่งกว่าสิ่งใด โดยที่การไปครั้งนี้ต้องไปอย่างสุขุมนุ่มลึก ไปแบบผู้ไปศึกษางานจริงๆ ห้ามกระดี๊กระด๊าจนเกินงามหรือก่อเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น

ไม่กี่คืนต่อมาเรา 3 คนก็ตั้งต้นจากบ้านมือกลองย่านเอเชียทีก (ที่สมัยนั้นยังไม่มีเอเชียทีก) นั่งรถเมล์กันไปลงหน้าวัดสักแห่งหนึ่งย่านดอนเมืองแล้วก็เดินเข้าซอยไป ซึ่งผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคือวัดหรือซอยอะไรเพราะไม่คุ้นชินกับทางแถวนั้นเลย ก็ได้แต่เดินตามๆ มือกลองมันไป

ในที่สุด เราก็ไปถึงร้านเหล้าที่คละเคล้าไปด้วยควันบุหรี่ สีแสง แก้มแดงของสาวเสิร์ฟ และซาวนด์เซิร์ฟของดนตรี

ไปถึงร้านเหล้าทั้งทีจะไปสั่งโค้กคนละขวดแล้วเอาแต่จ้องเขม็งที่วงดนตรีก็กระไรอยู่ เราเลยจัดการสั่งเหล้าถูกๆ มาหนึ่งกลม และกับแกล้มอีกนิดหน่อยพอให้ได้นั่งยาวๆ ทั้งคืน

ผมได้ดูวงดนตรีที่ไอ้มือกลองคุยโมโอ้อวดให้ฟังแล้วก็พบว่า "เออ เข้าท่าดีแฮะ" และก็มัวแต่ดูวิธีการเล่นกีตาร์ของเขาว่าจะทำยังไงให้ซาวนด์แน่นอย่างเพลินหูเพลินตา จนลืมเหล้าที่สั่งมาไปเลย

เวลาผ่านไปจนใกล้เที่ยงคืน ผมเริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่างของเพื่อนผมทั้ง 2 คน โดยเฉพาะไอ้มือกลอง!! "ทำไมมันกินเหล้าเร็วจังวะ เฮ้ย!! นี่มันจะหมดกลมแล้วหรือเนี่ย!!"

ทีแรกก็งงนะครับว่ามันจะกินเร็วไปทำไม แต่พอเห็นน้องเด็กเสิร์ฟสาวเท่านั้นล่ะถึงได้ร้องอ๋อ คือเพื่อนผมมันอยากให้น้องเด็กเสิร์ฟหน้าตาดีคนนึงมาเติมเหล้าให้บ่อยๆ ก็เลยกินบ่อยๆ ไงล่ะ (เห้อ...คิดได้ไงวะ!)

สุดท้ายเหล้าก็หมดกลมพอดีกับร้านปิดจนได้ ผมกับมือเบสได้แรงบันดาลใจมาเต็มๆ จากการถ่อมาดูวงดนตรีไกลถึงนี่ ด้วยหวังว่ารุ่งขึ้นเราจะซ้อมตามแนวทางที่เราได้เห็นได้ฟังมาวันนี้ แต่มือกลองของผม... เฮ้ย!! ไอ้บ้า!! ตอนนี้มันเมาเละเทะเลยครับ!!

ปัญหาตกอยู่ที่ผมกับมือเบสเต็มๆ นึกถึงคำที่แฟนมือกลองบอกว่า "อย่าไปก่อเรื่องใดๆ กลับมาละกัน" ก็ถึงกับถอนหายใจ เพราะไอ้มือกลองคนนี้มันเคยมีวีรกรรมตั้งแต่สมัยเรียนว่าเมาแล้วไปกวนตีนหาเรื่องรุ่นพี่จนเขาเขม่นกันมาแล้ว ดีแต่นั่นเขารุ่นพี่เรา เรายังขอโทษขอโพยกันได้ แต่นี่...ซอยนี้ซอยอะไรผมยังไม่รู้เลย!!

ระหว่างเดินออกจากร้านเหล้าไปหน้าปากซอย ไอ้มือกลองที่แมวเล้าเมาแล้ว ก็กระโดดโลดเต้นไปตามถนนสร้างความเอือมระอาให้ทั้งชาวบ้านแถวนั้น รถที่ขับผ่านมา และเพื่อนของมันด้วย!! ถึงกระนั้นเราก็พยายามจับตัวมันไว้ ไม่ให้เกินเลยขอบเขตที่จะน่าหมั่นไส้

เราเดินมาจนใกล้จะถึงหน้าปากซอย ซึ่งเป็นจังหวะแรกและเป็นจังหวะเดียวที่ผมดันหันไปคุยกะเพื่อนมือเบสจนทำให้คลาดสายตามือกลองไป พอหันไปอีกปรากฏว่ามันไปตะโกนโหวกเหวกอะไรไม่รู้ที่ไซต์ก่อสร้างแถวๆ นั้น

ระหว่างที่ผมกำลังจะวิ่งไปคว้าตัวมันไว้ก็...

"ผลั๊ว!!!"

ไม้หน้าสามจากชายวัยรุ่นคนหนึ่งที่โผล่มาจากมุมมืด ฟาดเข้าที่หัวเพื่อนมือกลองของผมจนมันกลิ้งล้มลงไปกองกับพื้น!!

ยอมรับครับว่าวินาทีนั้น "เหวอแดกสุดๆ" เพราะตั้งแต่คลอดจากท้องแม่มาผมก็ไม่เคยมีเรื่องมีราวอะไรแบบนี้ เคยมีก็แต่ชกต่อยเล็กน้อยๆ กับเพื่อนประถมกันตามประสาเด็กๆ แต่นี้เจอแก๊งค์วัยรุ่นเอาไม้หน้าสามมาฟาดหัวเพื่อนเรา!! ทำไงดีวะกู?!

จริงๆ ตอนนั้นผมก็ไม่ค่อยกลัวใครหรอกนะครับ ค่าที่เพิ่งปลดทหารมาได้ไม่นาน ร่างกายยังแข็งแรงมากอยู่ ประกอบกับเห็นรูปร่างไอ้คนถือไม้หน้าสามมาฟาดเพื่อนผมนี่ ยังดูเด็กๆ ตัวเล็กๆ อยู่เลย แต่...ในแสงพร่ามัวเมื่อลองเพ่งดีๆ แล้วก็พบว่า "อ้าวววว ข้างหลังไอ้เด็กนั่น มีแบ็คยืนเรียงกันเป็นตับนับสิบชีวิต" ชิบหายแล้วกู...

ณ เสี้ยววินาทีแห่งความสับสนในชีวิต อยู่ๆเพื่อนมือเบสมันก็พูดแก้ไขสถานการณ์ "โทษทีๆ เพื่อนเราเมา เดี๋ยวเราดูแลมันเอง..." น้ำเสียง สีหน้า ท่าทาง แม่งไม่ทุกข์ร้อนอะไรทั้งสิ้น นักเลงนับสิบที่เตรียมตัวจะมีเรื่องเต็มที่แล้วถึงกับไปไม่เป็น ยืนเก้ๆ กังๆ เพราะทั้งชีวิตพวกมันคงไม่เคยเจอใครที่ขอโทษได้หน้าตาเฉยเช่นนี้มาก่อน

สุดท้ายใครสักคนในกลุ่มนั้นพูด "...แล้วอย่าโวยวายอีกล่ะ" แล้วก็พากันเดินกลับไป

...

ณ ตอนนี้...ที่หน้าวัดอะไรก็ไม่รู้ย่านดอนเมือง มีชายเมาหน่อยๆ 2 คน กำลังมองหน้ากันว่าจะจัดการชายที่เมามากคนนึงที่เพิ่งโดนตีหัวแตกจนลงไปนอนกองกับพื้นอย่างไรดี?

"ล้าง... ยังก็ต้องล้างก่อน" ผมบอกเพื่อนมือเบสและให้ช่วยกันพยุงไอ้มือกลองขี้เมาเข้าไปล้างแผลในวัด เราแบกเพื่อนตัวหนักอึ้งที่มีกลิ่นเหล้าผสมกลิ่นเลือดลัดเลาะไปตามกุฏิด้วยหวังจะหาห้องน้ำเพื่อล้างแผล และประเมินว่าเราจะทำยังไงต่อไปดี

หลังจากเดินมานานมาก โดนหมาทั้งวัดเห่า ห้องน้ำก็หาไม่เจอ แต่ก็ยังดีที่เราเจอสายยางอยู่ข้างๆ กุฏิหลังหนึ่งจนได้ ผมฉีดน้ำใส่หัวเพื่อนบริเวณที่มีเลือดออกจนเห็นแผลซึ่งอยู่ตรงหน้าผากเหนือคิ้ว ...และมันใหญ่กว่าที่คิด!!

"ต้องไปโรง'บาลว่ะ" ผมลงความเห็น

ทันใดนั้นมือกลองที่เมาตั้งแต่อยู่ร้านเหล้า จนเดินออกจากซอย จนโดนตีหัวก็ยังไม่สร่างเมา ถึงกับเด้งดึ๋งตาโตมีสติทันที!!!

ในหัวสมองมันคงประมวลผลดังนี้... โรงพยาบาล - เสียเงิน - กูไม่มีเงิน - เพื่อนก็ไม่มีเงิน - ไม่อยากให้พ่อแม่รู้ - เดี๋ยวโดนด่าเปิง - งั้นต้องบอกแฟน - แฟนก็จะรู้ว่ามาร้านเหล้า - แถมเมาโดนตีหัวแตกอีก - ชิบหายแล้ว - โลกแตกแน่นอน !!!

เรานั่งเถียงกันอยู่ตั้งนาน ไอ้มือกลองหัวแตกที่ตอนนี้เริ่มจะสร่างมันบอกเราว่าขอนั่งแท็กซี่กลับบ้านเลยเถอะ กลับไปทำแผลที่บ้านดีกว่า แล้วเก็บเสื้อผ้าหนีไปค้างบ้านเพื่อนสัก 1-2 อาทิตย์ให้แผลทุเลาเพื่อปิดบังพ่อแม่ แต่ผมกับมือเบสเห็นขนาดของแผลแล้ว ก็ยังยืนยันประสานเสียงต่อไปว่า...

"ยังไงมึงก็ต้องไปโรง'บาลด่วน"


เอ่อ...ชักจะไปกันใหญ่แล้วสิ
เอาเป็นว่า...สถานการณ์จะเป็นอย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ ^^
SHARE
Writer
NickyPP
writer
มีเรื่องมาเล่าให้ฟัง facebook.com/nickyppth

Comments

imonkey7
4 years ago
^^ .... i'm looking forword to read it.
Reply
NickyPP
4 years ago
Thank you, to be continued. ^^
imonkey7
4 years ago
ว่าแต่หายไปนานเลยนะครับ รอบทต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ
Namkanokp
4 years ago
ตื่นเต้น!!!
Reply
NickyPP
4 years ago
มาลุ้นกันครับ อิๆ
Pippo
4 years ago
เอ้าาาาา อย่ามาตัดจบกันงี้สิพี่ ฮ่าๆๆๆๆ
Reply
NickyPP
4 years ago
ฮ่าๆๆๆๆ แล้วติดตามไปด้วยกันนะครับ pippo
retry
4 years ago
รอคอยกับตอนต้อไปอยู่นะ มาเล่าต่อไวไวนะ
Reply