อ่านอย่างไรให้สนุก
วันก่อนได้รับเชิญไปเป็นพิธีกรบนเวที “อ่าน เขียน เปลี่ยนชีวิต” ในหัวข้อ “อ่านให้สนุก” ของสมาคมนักเขียน ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ด้วยความที่ต้องสัมภาษณ์รุ่นใหญ่อย่าง “ไพฑูรย์ ธัญญา” นักเขียนซีไรต์ปี 2530 เจน สงสมพันธุ์ อดีตนายกสมาคมนักเขียน และขจรฤทธิ์ รักษา นักเขียนรางวัลศิลปาธร จึงค่อนข้างประหม่าพอควร แถมยังมีเวลาคิดคำถามก่อนไปเพียงไม่กี่วัน

หลังเลิกงานก่อนเดินทางหนึ่งวัน ก็เลยมานั่งคิดว่าเอาไงดี ซึ่งดูฟ้าดูฝนแล้ว พี่ทั้งสามคนน่าจะผ่านมาหลายฝนเอาการ และคงมีคำตอบเด็ดๆ เตรียมไว้แล้วอย่างแน่นอน มีแต่ทำตัวเองให้ผ่อนคลาย และไม่ตื่นเวทีก็เท่านั้นเอง

แต่ด้วยไม่เคยขึ้นเวทีใหญ่ที่มีคนฟังเต็มความจุห้องประชุมถึง 300 คนเศษ จึงคิดว่ากันไว้ดีกว่าแก้ท่าจะดีกว่า เพราะเวลาพูดคุยก็นานถึง 2 ชั่วโมง อาจจะยิงคำถามแค่นัดสองนัดอย่างที่รุ่นพี่คนอื่นบอกแล้วไม่พอก็เป็นได้ จึงนั่งทวนปั้นคำถามว่าจะมีอะไรบ้างที่คนฟังอยากรู้ แต่ก็นึกไม่ออกมากไปกว่า “ความสนุกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แล้วรสนิยมการอ่านให้สนุกของแต่ละคนเป็นอย่างไร” “ประโยชน์จากการอ่านมีอะไรบ้าง” “การอ่านดีกว่าไปเตะฟุตบอล ปั่นจักรยาน เล่นเกมจับกลุ่มคุยกัน ดื่ม และแดนซ์ยังไง” และ “ประเภทหนังสือที่คิดว่าอ่านแล้วสนุก” ซึ่งทั้งสามประโยคฟังแล้วก็ดูเชยๆ และเป็นทางการแบบดาษดื่นมาก

นั่งเกาขมับอยู่นาน สุดท้ายก็ปิ้งไอเดียว่า เออ...ทำไมเราไม่ลองเขียนคำตอบออกมาก่อน วัดจากประสบการณ์ส่วนตัวดูว่ามีคำตอบอะไรบ้างที่จะทำให้อ่านหนังสือแล้วสนุก จูงใจให้คนที่อ่านอยู่แล้วอ่านเพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญต้องเพิ่มนักอ่านหน้าใหม่จากการพูดคุยในวันนั้นให้ได้ด้วย

คิดแปดตลบแล้วก็ได้คำตอบออกมาประมาณนี้

1. อ่านแล้วฉลาดขึ้น รู้สึกคลายเครียด สร้างคลังคำใหม่ เพิ่มทักษะการคิดประมวลผลและวิเคราะห์ – คำตอบเหล่านี้ยิ่งฟังซ้ำไปซ้ำมาก็ยิ่งถูกต้องอย่างไม่อาจสงสัย

2. อ่านแล้วเป็นเพชฌฆาต เพราะสามารถฆ่าเวลาได้ – อันนี้จริงแท้ เพราะถ้ายิ่งหยิบหนังสือที่ชื่นชอบติดมือมาด้วย รับรองว่าขณะนั่งรอตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลโดยใช้สิทธิประกันสังคมจะหดสั้นลงไปอย่างเหลือเชื่อ

3. นักอ่านหน้าใหม่อย่าหาญกล้าเลือกเล่มหนามาเริ่มต้น – เพราะหนังสือหนาๆ อาจจะแปลงกายเป็นหมอนไปโดยปริยาย ไม่ก็เป็นฆาตกรอุดรูจมูกของคนตอนเผลอหลับไปขณะอ่าน

4. ให้เพื่อน อาจารย์ บรรณารักษ์แนะนำ หรือไปตามอ่านเว็บที่มีการรีวิวหนังสือ ถ้าเราไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง – ข้อนี้ตรงกับเรื่อง Book Start ที่เคยได้ยินมานาน นั่นก็คือเราต้องมีบันไดการอ่าน ไม่ใช่ไปเริ่มเอาที่ขั้นสูงสุด แต่ต้องค่อยๆ ไต่ขึ้นไป โดยเลือกอ่านหนังสือตามช่วงวัย ซึ่งของฝรั่งจะแบ่งชัดไปเลยว่า หนังสือของกลุ่มอายุเท่านี้มีตัวหนังสือกี่ร้อยกี่พันคำ มีภาพประกอบแบบไหน จนถึงไม่มีภาพในเล่มเลย และวิธีการก็คือ เมื่ออ่านแล้วไม่เก็ตก็ถามเพื่อน (มีโอกาสถกเถียง) เพื่อนไม่ไหวก็ค่อยถามครู (รับคำปรึกษา) หมดปัญญาครูค่อยถามบรรณารักษ์ และสุดท้ายค่อยถามครอบครัว ที่เอาครอบครัวไว้ทีหลังก็เพราะในบ้านที่พ่อแม่ไม่ใช่นักอ่าน(ซึ่งมีมาก) เด็กที่กำลังให้ความสมนใจอาจจะเลิกคิดอ่านไปเลยก็ได้ ส่วนบ้านที่รักการอ่าน เด็กคงไม่ต้องไปถามเพื่อนแล้ว เพราะเขาคงเป็นที่ปรึกษาให้เพื่อนได้ตั้งแต่ขั้นตอนที่หนึ่งไปแล้ว

5. อ่านหนังสือที่ทำจากหนังเรื่องที่ชอบ – อันนี้เป็นเทคนิคที่น่าสนใจมาก เพราะมีหนังดังมากมายที่สร้างจากหนังสือดีๆ ซึ่งรายละเอียดในการเขียนย่อมมีมากกว่าบทบาทที่เคลื่อนไหวอยู่ในจอ

6. เคล็ดลับความสนุกในการอ่าน – หาที่นั่งอ่านดีๆ มีแสงสว่างเพียงพอ พร้อมด้วยขนมอร่อยๆ กาแฟดริปหอมๆ หรือชาดีๆ มาเติมเต็มบรรยากาศการอ่านให้ผ่อนคลายที่สุด

7. อ่านแล้วคิดตาม - จินตนาการไปกับเนื้อเรื่องและตัวละคร ค่อยๆ สร้างบุคลิกตัวละครเป็นภาพขึ้นมาในใจ เสมือนหนึ่งเราเป็นผู้กำกับภาพยนตร์

8. สวมรอยเป็นพระเอกหรือนางเอกไปเลย - คิดตามไปว่าเราเป็นตัวละครนั้นๆ อันนี้คล้ายกับข้อก่อนหน้า เพียงแต่ด่ำลึกไปอีกโหมดหนึ่ง โดยมีปริมาณความจิ้นมากกว่า

9. อ่านแบบจับผิดก็ยังได้ – อันนี้เป็นการอ่านแบบสายแข็งนิดหน่อย อาจจะเข้ากับคนที่บุคลิกแข็งๆ ตรงไปตรงมา เห็นความชอบธรรมเป็นที่ตั้ง (เกี่ยวไหมเนี่ย) วิเคราะห์ว่าคนเขียนพลาดตรงไหน หรือสำนักพิมพ์พิสูจน์อักษรแย่ยังไง

10. อย่าพยายามบังคับให้ตัวเองอ่าน – อันนี้ขอแนะนำอย่างแรง อย่าคิดว่าอ่านหนังสือเป็นเรื่องยาก ให้มองว่าเป็นความสุข การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เป็นการผจญภัย เป็นการเปิดโลก

11. ถ้าอ่านหนังสือแล้วยังไงก็ไม่สนุกละ – ง่ายมากๆ ก็แค่อย่ารอช้า หันเปลี่ยนไปอ่านนิตยสาร อ่านในเว็บไซต์ หรืออ่านหนังสือพิมพ์ หาเรื่องที่สนใจมากๆ มาอ่าน หาเรื่องที่ตัวเองอ่านแล้วมีความสุข ค้นหาเล่มหรือแนวการเขียนที่ตัวเองชอบในร้านหนังสือหรือห้องสมุดใกล้บ้านก็ได้

12. อ่านให้เป็นประจำ (กฎ 10,000 ชั่วโมง) – ถ้าอ่านทุกวัน วันละนิด สักวันก็จะอ่านเก่ง ไม่ชอบอ่านคนเดียวให้ผลัดกันอ่านให้ฟัง คนที่มีลูกยิ่งดีในการฝึกอ่าน เพราะถ้าคุณอ่านให้ลูกฟัง คุณเองก็จะสนุกกับการอ่านที่มีเป้าหมายมากขึ้น ลูกก็จะชอบการอ่านในอนาคต

13. สร้างบรรยากาศการอ่านในบ้าน - มีหนังสือวางไว้ในที่ง่ายต่อการหยิบจับ และอ่านเป็นตัวอย่างให้คนสมาชิกในบ้านคนอื่นๆ เห็น

14. แลกเปลี่ยนประสบการณ์การอ่านกับเพื่อน หรือเว็บไซต์ที่มีเพื่อนนักอ่านเยอะๆ ก็ได้

15. Audio book หรือหนังสือเสียง ไม่ใช่ทางเลือกเฉพาะของคนตาบอดเท่านั้น แต่เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาอ่านน้อย เพราะสามารถฟังตอนขับรถ ทำงานอดิเรก หรือนอนฟังในวันว่างก็ได้

16. เราจะแบ่งเวลาออกจาก FB และเกมออนไลน์ได้อย่างไร (FB LINE Youtube มีผู้ใช้มากกว่า 30 ล้านราย คนที่ใช้สื่อออนไลน์หน้าใหม่อายุเฉลี่ย 20-55 ปี และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า อ่านไปเถอะ อย่างจากสื่อแบบไหนก็เป็นการอ่าน อย่าไปแอนตี้นวัตกรรม และการขับเคลื่อนของสังคม จงเป็นส่วนหนึ่งอย่างเข้าใจ

17. อย่ามัวแต่คิด ให้เริ่มลงมืออ่านเลยทันที

ข้อสุดท้ายนี้ชัดเจนที่สุดแล้ว เพราะถ้ามัวแต่มานั่งคิดหาวิธีการและตั้งคำถามไปมา แล้วไม่ลงมือทำซะที สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

17 ข้อที่ลิสต์มา คิดว่าน่าจะพอเป็นกระสุนสำรองได้อย่างดี และอาจจะพอไปถึงเวทีหน้าก็เป็นไปได้

ที่เอาเขียนเล่า ก็เพราะคิดว่าน่าจะเป็นการดีที่จะได้ช่วยกันระดมความคิดเห็น เผื่อใครมีวิธีการที่น่าสนใจในการอ่านให้สนุกจะได้มาแบ่งปันกัน

ปล.ผมไปพูดงานนี้มาแล้วเมื่อวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา ขอบอกว่าทั้ง 3 คนเจ๋งมาก ตอบดี มีตัวอย่าง ตรงประเด็น พอดีเวลาเป๊ะ ที่สำคัญแค่ 3 คำถามแรกก็เอาอยู่แล้ว
SHARE
Writer
Panlopsamsi
lover
Make Friends, Make better world.

Comments

23October
6 years ago
ขอบคุณมากนะคะที่แชร์จะนำไปใช้คะ จะเริ่มต้นจากหนังสือเล่มเล็กๆก่อน
Reply
Panlopsamsi
6 years ago
ถ้าเจอเทคนิคอะไรใหม่ๆ ด้วยตัวเอง ก็เอามาแชร์กันด้วยนะครับ
imonkey7
6 years ago
น่าจะแจ้งกันบ้างเผื่อได้แว่บๆๆๆไปดูด้วย
น่าสนุกนะครับ
#มีอัปยูทูปก็ดีสิ
#ขอบคุณครับ
Reply
Panlopsamsi
6 years ago
ไม่มีการอัดวิดีโอไว้เลยครับ แต่รายการนี้จะมีที่นครสวรรคค์วันเสาร์และอาทิตย์หน้านี้ครับที่ห้องประชุมราชสิทธิเวที สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 42
imonkey7
6 years ago
บ้านผมอยู่ร้อยเอ็ดครับภ้าสารคามคงได้ไปชมที่อื่นคงลำบากครับ