WW2 : คนญี่ปุ่นรักชาติหรือถูกหลอกให้รักชาติ !?
เรามักจะได้ยินเรื่องราวความรักชาติของคนญี่ปุ่นเสมอ ตัวอย่างหลักๆที่มักจะถูกยกมาประกอบเกี่ยวกับความรักชาติก็มักเป็นญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เช่น ญี่ปุ่นต้องโดนระเบิดนิวเคลียร์ถึงสองครั้ง"คน"ญี่ปุ่นจึงยอมแพ้สงคราม

แท้ที่จริงแล้วมันเป็นเช่นนั้นหรือ? เรามักจะมองญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สองในเชิงที่คนเล่าต้องการให้เราเชื่อในค่านิยมความรักชาติของคนญี่ปุ่น อันที่จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นอาจเป็น"ค่านิยมปลอมๆ"ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความกระหายสงครามและอำนาจของผู้นำประเทศก็เป็นได้ ?

คนเราไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความรู้สึกรักชาติและเกลียดชังศัตรูของชาติ เราไม่ได้เกิดมาพร้อมๆกับความรู้สึกว่าการฆ่าคนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เราไม่ได้มีความโหดเหี้ยมหรือสำนึกว่าชนชาติเราเหนือกว่าชนชาติอื่นมาแต่กำเนิด คนญี่ปุ่นก็เช่นเดียวกัน พวกเขาไม่ได้มีความรู้สึกเหล่านั้น จนกระทั่งมีคนมาทำให้เขาเชื่อและรู้สึกเช่นนั้น

ญี่ปุ่นนั้นความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่นั้นเกิดขึ้นในยุคปฏิรูปเมจิ(1868) ญี่ปุ่นได้เปลี่ยนจากระบอบโชกุนมาเป็นระบอบรัฐสภามีการเลือกตั้ง(จำกัดผู้ใช้สิทธิ) ญี่ปุ่นดำเนินนโยบายปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยเทียบเท่ากับชาติตะวันตก และออกล่าอาณานิคมเพื่อแสวงหาทรัพยากรมาพัฒนาเศรษฐกิจ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนานาชาติได้มีความพยายามในการสร้างสันติภาพแก่โลกจึงนำไปสู่การลงนามข้อตกลงต่างๆเพื่อระงับการแข่งขันกันสะสมอาวุธสงคราม เช่น เรือรบ

รัฐบาลที่มาจากการลอบสังหาร !

ข้อตกลงจำกัดอาวุธสงครามส่งผลให้นานาชาติต้องลดบทบาทและงบประมาณของกองทัพลง ญี่ปุ่นก็เช่นเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่าย่อมสร้างความไม่พอใจแก่เหล่าทหาร การที่นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งพยายามสร้างสันติภาพกับประเทศเพื่อนบ้านและข้อตกลงนานาชาติที่ทำให้ต้องควบคุมขนาดของกองทัพ ได้นำไปสู่การลอบสังหารนักการเมืองและนักธุรกิจที่สนับสนุนสายสันติภาพ และความพยายามในการทำรัฐประหารเพื่อเปลี่ยนประเทศให้เป็นลัทธิทหารโดยสมบูรณ์ ถึงแม้ว่าทหารจะทำรัฐประหารไม่สำเร็จโดยตรง แต่การลอบสังหารก็ได้สร้างความหวาดกลัวและไร้เสถียรภาพของรัฐบาลพลเรือน จนนำไปสู่การเข้ามามีอำนาจโดยสมบูรณ์ของลัทธิทหาร

การผูกขาดความรักชาติโดยลัทธิทหาร

ลัทธิทหาร (Militarism) คือ "ลัทธิการเมือง" รูปแบบหนึ่งที่เชื่อว่าประเทศควรจะมีกองทัพที่เข้มแข็งเพื่อป้องกันการรุนรานหรือเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ พวกนายทหารระดับบังคับบัญชาแท้จริงแล้วเป็นเพียงนักการเมืองที่เรียกตัวเองว่าทหาร การจะบรรลุเป้าหมายของลัทธิทหารได้นั้น จำเป็นต้องมีอำนาจในการปกครองเพื่อออกนโยบายให้หน่วยงานต่างๆสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มรูปแบบ พวกนักการเมืองลัทธิทหารมักจะผูกขาดความรักชาติและเชื่อว่าตัวเองรักชาติมากกว่าผู้อื่น ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะมาปกครองประเทศ นักการเมืองลัทธิทหารต้องทำให้ประชาชนญี่ปุ่นรักชาติหรือคลั่งชาติเพื่อที่จะนำเอาความรักชาติมาใช้ประโยชน์เพื่ออุดมการณ์ของนักการเมืองลัทธิทหาร

ลัทธิทหารกับการโฆษณาชวนเชื่อ

นักการเมืองลัทธิทหารให้ความสำคัญกับการโฆษณาชวนเชื่อมากที่สุด การจะหลอกล่อให้คนจ่ายเงินภาษีให้มากกมายเพื่อไปสนองการทำสงครามหรือการเกณฑ์ผู้คนไปสงครามนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย คนเราไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความกระหายสงคราม ดังนั้นสิ่งที่นักการเมืองลัทธิทหารทำและทำได้เก่งมาก คือ การโฆษณาชวนเชื่อให้ผู้คนเกิดความรักชาติตามนิยามที่พวกเขาเป็นผู้กำหนดแต่เพียงผู้เดียว การโฆษณาชวนเชื่อที่มีประสิทธิภาพนั้นต้องมาพร้อมกับการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แน่นอนว่ามีประชาชนสายสันติภาพมากมายในญี่ปุ่นถูกคุกคามหรือจับกุมด้วยข้อหาเป็นปฏิปักษ์ต่อชาติ นักการเมืองลัทธิทหารมักจะเอาตัวเองไปผูกกับชาติ และทำให้ประชาชนเชื่อว่าความมั่นคงของชาติคือความมั่นคงของรัฐบาล

จากการโฆษณาชวนเชื่อแต่เพียงฝ่ายเดียว ห้ามคิด ห้ามถาม ห้ามสงสัย ใครสงสัยจะถูกจับกุมดำเนินคดี ได้นำประเทศญี่ปุ่นไปสู่ลัทธิคลั่งชาติที่สมบูรณ์แบบ ประชาชนต้องรู้จักเซนเซอร์ตัวเอง ไม่กล้าที่จะพูดเรื่องการเมืองเพราะเกรงว่าจะมีพวกคลั่งลัทธิทหารได้ยินและเอาไปบอกนักการเมืองลัทธิทหาร การที่สื่อในสมัยก่อนมีเพียงวิทยุและหนังสือพิมพ์ มันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะควบคุมความคิดของคน โดยการโฆษณาชวนเชื่อตลอด 24 ชั่วโมง และการสอนในโรงเรียนปลูกฝั่งประวัติศาสตร์ชาตินิยมตั้งแต่เด็ก เมื่อประชาชนตกอยู่ภายใต้ความคิดลัทธิทหาร มันก็เป็นเรื่องง่ายที่นักการเมืองลัทธิทหารจะออกนโยบายดึงศักยภาพทุกภาคส่วนของชาติมาสนองกองทัพและการทำสงคราม

การรุกรานประเทศเพื่อนบ้านเต็มรูปแบบ

ภายใต้ลัทธิทหาร พวกนักการเมืองลัทธิทหารญี่ปุ่นก็ได้สั่งให้กองทัพรุกรานจีนเต็มรูปแบบจนนำไปสู่การสังหารชาวจีนจำนวนมาก ลัทธิทหารญี่ปุ่นต้องการความเท่ พวกนักการเมืองลัทธิทหารจึงไม่เคยบอกประชาชนชาวญี่ปุ่นว่ากองทัพได้กระทำการที่ไร้เกียรติแก่พลเรือนชาวจีนผู้ไร้ทางสู้ คนญี่ปุ่นถูกทำให้เชื่อและได้เห็นแต่เพียงสิ่งที่รัฐบาลอนุญาติให้ดู ซึ่งก็มักจะเป็นภาพลักษณ์ความเท่ของทหาร การต่อสู้ในสงครามอย่างสมเกียรติ ทั้งนี้ก็เพื่อในประชาชนสนับสนุนกองทัพ ยอมส่งลูกหลานของพวกเขาเข้าสู้เครื่องจักรสงคราม นักการเมืองลัทธิทหารไม่ได้ไปออกรบด้วยตัวเอง แน่นอนว่าพวกเขาเคยไปสนามรบ เพราะพวกเขารู้ว่ามันลำบากเขาเลยต้องให้ลูกของคนอื่นไปแทนเพื่อสนองลัทธิการเมืองของพวกเขาเอง ถ้าประชาชนผู้ใดไม่สนับสนุนกองทัพผู้นั้นถือว่าไม่รักชาติเพราะชาติญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้นหมายถึงรัฐบาลลัทธิทหาร

เชื้อเพลิงของลัทธิทหารญี่ปุ่น

ลัทธิทหารถูกเติมเชื้อด้วยความคลั่งชาติ ยิ่งประชาชนคลั่งชาติมากเท่าไรทรัพยากรในชาติย่อมหลั่งไหลไปสู่กองทัพมากยิ่งขึ้น ความคลั่งชาตินั้นไม่ได้เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ลัทธิทหารใช้ พวกเขายังใช้ความเกลียดชังต่อศัตรูของชาติเพื่อเติมเชื้อเพลิงเครื่องจักรสงคราม นักการเมืองลัทธิทหารจำเป็นต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าประเทศไม่มีความมั่นคงหรือมีศัตรูของชาติคอยทำลายชาติอยู่ เพราะถ้าประเทศมีความมั่งคงเมื่อไรคนจะไม่ต้องการลัทธิทหารหรืออำนาจที่เด็ดขาดอีกต่อไป ลัทธิทหารจำเป็นต้องสร้างศัตรูของชาติขึ้นเพื่อให้ประชาชนหวาดกลัวและสนับสนุนอำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด รวมถึงเป็นข้ออ้างในการกำจัดศัตรูทางการเมืองด้วยการยัดข้อหาว่าไม่รักชาติ นักการเมืองลัทธิทหารทำให้คนญี่ปุ่นเชื่อว่าประเทศถูกจีนยั่วยุให้ทำสงครามก่อน ทั้งๆที่ความจริงฝ่ายญี่ปุ่นเองเป็นผู้จัดฉากทั้งหมดก็ตาม

เชื้อเพลิงแห่งความคลั่งชาติของญี่ปุ่นได้เผาผลาญชีวิตชาวจีน ด้วยความเชื่อที่ว่าชาติของตนนั้นยิ่งใหญ่ทำให้เหยียดชาติอื่น ไม่เห็นความเห็นมนุษย์ของชนชาติอื่น จนนำไปสู่การสังหารชนชาติอื่นอย่างไร้มนุษยธรรม ฝ่ายจีนผู้ถูกรุกรานจึงได้ขอความช่วยเหลือจากอเมริกาให้ยกเลิกการส่งออกยุทธปัจจัยเช่น น้ำมัน ไปญี่ปุ่น

ความเสี่ยงที่ถูกตัดสินใจโดยคนเพียงกลุ่มเดียว

ประเทศญี่ปุ่นไม่มีทรัพยากรที่จำเป็นต่อการทำสงครามเช่น น้ำมัน เมื่อไม่มีน้ำมัน เครื่องจักรสงครามย่อมไม่สามารถทำงานได้ นักการเมืองลัทธิทหารญี่ปุ่นได้วางเดิมพันที่เสี่ยงที่สุด คือ การประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาด้วยการลอบโจมตีที่เพิร์ลฮาเบิล ซึ่งในขณะนั้นญี่ปุ่นไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะชนะอเมริกาอย่างเด็ดขาด เพราะผลผลิตมวลรวมประเทศน้อยกว่าอเมริกาเกือบสี่เท่า ความหวังเดียวของกองทัพญี่ปุ่นคือพยายามเลื่อนการตอบโต้ของอเมริกาออกไปจนญี่ปุ่นสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้เทียบเท่ากับอเมริกา และหวังว่าอเมริกาจำยอมเจรจาสงบศึกเมื่อสูญเสียทหารจำนวนมากในสงครามแปซิฟิก

กองทัพญี่ปุ่นไม่ได้เก่งอย่างที่คิด

แม้ว่าจะได้ชัยชนะมาตลอดในสงครามกับจีน แต่ญี่ปุ่นไม่สามารถตั้งรับการตอบโต้จากอเมริกาได้เลย สงครามในแปซิฟิกมีแต่ความพ่ายแพ้ ลัทธิทหารญี่ปุ่นเริ่มรู้ตัวว่าไม่มีทางสู้อเมริกา แต่นักการเมืองลัทธิทหารญี่ปุ่นยังคงเชื่อว่าถ้าทำให้อเมริกาสูญเสียจำนวนมาก ย่อมสามารถนำไปสู่การเจรจาเพื่อรักษาอำนาจของรัฐบาลลัทธิทหารได้ พวกนักการเมืองลัทธิทหารจึงออกโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนผู้ซึ่งเป็นทหารในแนวหน้าเชื่อในลัทธิบูชิโดและยอมสละชีวิตเพื่อชาติ เช่น การฆ่าตัวตายโดยการวิ่งเข้าจู่โจมระยะประชิดกับทหารอเมริกันที่ตั้งปืนกลรอไว้ มากกว่าที่จะยอมให้ถูกจับ ล้างสมองให้ทหารญี่ปุ่นกลัวการถูกจับกุมโดยทำให้เชื่อว่าอเมริกันจะทำกับเชลยญี่ปุ่นเหมือนที่ญี่ปุ่นทำกับเชลยศึก การใช้เครื่องบินระเบิดพลีชีพ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เกิดความสูญเสียกับอเมริกามากที่สุดเพื่อให้ยอมเจรจาในข้อเสนอที่นักการเมืองลัทธิทหารได้ประโยชน์ ความคลั่งชาติของทหารญี่ปุ่นนั้นไม่เพียงถูกใช้แต่กับพลทหารเท่านั้น พวกทหารญี่ปุ่นยังเอาความคลั่งชาติมายัดเยียดให้กับประชาชนธรรมดาด้วย เช่น มีการบังคับให้ชาวเกาะโอกินาว่าฆ่าตัวตาย หรือข่มขู่ชาวบ้านว่าพวกอเมริกันจะเข้ามาทำร้ายและจับทรมาน ทหารญี่ปุ่นยังได้ขโมยอาหารของชาวโอกินาว่า และใช้ชาวบ้านเป็นโล่มนุษย์ ทั้งหมดนี้ทหารญี่ปุ่นทำได้โดยความรักชาติที่นิยามของความรักชาติถูกสร้างจากอำนาจกระบอกปืน

รักชาติ หรือ ไม่รักชาติ ต้องดูตอนที่ชาติกำลังจะล่มสลาย

สงครามในยุโรปได้ถึงจุดจบ ฝ่ายนาซีเยอรมันยอมแพ้ต่อฝ่ายสัมพันธมิตร เหลือแต่เพียงญี่ปุ่นที่ยังคงทำสงครามอยู่ ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ยื่นข้อเสนอต่อญี่ปุ่นให้ยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข(Potsdam Declaration) ถ้าญี่ปุ่นยอมแพ้ ฝ่ายสัมพันธมิตรจะยังคงยืนยันอธิปไตยของญี่ปุ่นบนแผ่นดินแม่ของญี่ปุ่น แต่เขตแดนอาณานิคมที่แย่งชิงมาจากประเทศอื่นต้องถูกจัดการโดยฝ่ายสัมพันธมิตร พลทหารญี่ปุ่นจะถูกปลดอาวุธและอนุญาติให้เดินทางกลับบ้านและใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ฝ่ายสัมพันธมิตรจะไม่ทำลายล้างประเทศญี่ปุ่น แต่จะจับอาชญากรสงครามญี่ปุ่นขึ้นดำเนินคดีตามกฎหมาย ญี่ปุ่นจะต้องสนับสนุนสิทธิ เสรีภาพ และหลักสิทธิมนุษยชน ญี่ปุ่นจะได้รับอนุญาติให้ทำอุตสาหกรรมเพื่อเศรษฐกิจได้ แต่ต้องไม่เกี่ยวข้องกับการสงคราม กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรจะถอนออกจากญี่ปุ่นเมื่อบรรลุภารกิจในการปฏิรูปญี่ปุ่น

ข้อเสนอดังกล่าวประชาชนชาวญี่ปุ่นได้รับประโยชน์เพราะไม่ต้องเสี่ยงชีวิตในสงครามที่ไม่มีทางชนะ แต่นักการเมืองลัทธิทหารเป็นคนเพียงกลุ่มเดียวที่เสียประโยชน์เพราะพวกเขาจะต้องถูกนำตัวขึ้นศาลและถูกประหารชีวิต!

ญี่ปุ่นในขณะนั้นมีทางเลือกอยู่สามทาง หนึ่ง คือ ยอมรับข้อเสนอของฝ่ายสัมพันธมิตร ผลคือประชาชนรอด นักการเมืองลัทธิทหาร นายพล และทหารระดับบังคับบัญชา ถูกประหารชีวิต สอง คือ สู้จนตายไปทั้งประเทศ ผลคือทุกคนตายหมด และ ทางเลือกสุดท้าย คือ ให้ประชาชนสละชีวิตเพื่อต่อสู้กับฝ่ายสัมพันธมิตรจนฝ่ายสัมพันธมิตรต้องยอมรับข้อเสนอของนักการเมืองลัทธิทหาร นั่นก็คือ จะต้องไม่มีการจับนักการเมืองลัทธิทหารขึ้นศาลสงคราม และต้องไม่มีการปฏิรูปรัฐบาลญี่ปุ่น

ประชาชนญี่ปุ่นนั้นรับรูปเพียงแค่ทางเลือกสองทาง สู้หรือตาย ส่วนทางเลือกที่สามนั้น พวกนักการเมืองลัทธิทหารไม่ยอมบอกประชาชน เพราะถ้าประชาชนรู้ก็จะไม่มีประชาชนคนใดยอมเสียสละชีวิตเพื่อพวกเขา ญี่ปุ่นจำเป็นต้องเลือกที่จะสู้กับฝ่ายอเมริกาเพื่อปกป้องอำนาจของนักการเมืองลัทธิทหารผู้ครอบงำความคิดของคนทั้งประเทศ

นักการเมืองลัทธิทหารประกาศให้ประชาชนชาวญี่ปุ่นเตรียมพร้อมทำสงครามขั้นสุดท้าย พวกเขาสั่งให้พลเรือนแม้กระทั่งเด็กและผู้หญิงต้องฝึกใช้อาวุธ หรือแม้แต่ระเบิดพลีชีพ ถึงแม้ว่าในขณะนั้นประเทศญี่ปุ่นจะถูกปิดตายทางทะเลทำให้กำลังประสบกับสภาวะอดอยากเพราะไม่สามารถนำเข้าอาหารได้ และญี่ปุ่นก็ไม่มีศักยภาพในการรักษาน่านฟ้าของตัวเองได้เลย เมืองใหญ่หลายแห่งถูกทิ้งระเบิด รัฐบาลทหารก็ยังคงโฆษณาชวนเชื่อเพื่อปลุกระดมคนไปตายเพื่อตนเอง ประชาชนญี่ปุ่นยังถูกทำให้เชื่อว่าพวกเขากำลังเข้าใกล้ชัยชนะ ถึงแม้ว่าความจริงพวกเขากำลังเสี่ยงชีวิตโดยเปล่าประโยชน์

ฝ่ายอเมริกามีทางเลือกเดียวเพื่อให้สูญเสียต่อชาวอเมริกันให้น้อยที่สุด นั่นคือการทิ้งระเบิดใส่ญี่ปุ่น และปล่อยให้ญี่ปุ่นเผชิญกับภาวะอดอยาก ขาดแคลนอาหารจนต้องยอมแพ้ไปเอง แต่เพื่อเร่งให้สงครามจบเร็วยิ่งขึ้นจึงมีการทิ้งระเบิดปรมาณูใส่ฮิโรชิมาและนางาซากิ ถึงแม้ว่าจะโดนระเบิดปรามณูพวกนักการเมืองลัทธิทหารยังคงประกาศให้ประชาชนสู้ต่อ และไม่ยอมบอกประชาชนว่าฝ่ายตรงข้ามมีอาวุธที่ร้ายแรง ในเมื่อพวกนักการเมืองลัทธิทหารจะต้องตายแล้วก็ยังลากคนอื่นไปด้วย พวกนักการเมืองลัทธิทหาร นายทหารระดับบังคับบัญชา ไม่ได้กล้าหาญดังเช่นตอนที่พวกเขาบอกประชาชนเลย คนญี่ปุ่นต่างหากที่กล้าหาญ คนญี่ปุ่นต่างหากที่ต่อสู้เพื่อปกป้องประเทศ ไม่ใช่พวกนายพลที่ติดยศสวยๆและเอาแต่กล่าวคำพูดเท่ๆปลุดระดมให้คนรักชาติเลย

ความคลั่งชาติจนวินาทีสุดท้าย

ภายหลังจากระเบิดปรามณู สหภาพโซเวียตก็ได้ประกาศสงครามกับญี่ปุ่นพร้อมกับยกทัพบุกโจมตีทหารญี่ปุ่นในจีนซึ่งเป็นกองทัพขนาดใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น กองทัพญี่ปุ่นไม่สามารถต้านทานโซเวียตได้และถูกจับเป็นเชลยจำนวนมาก ในขณะเดียวกันผู้บริหารระดับสูงของญี่ปุ่นยังคงไม่สามารถตกลงเรื่องการยอมจำนนได้ ในที่สุดพระจักรพรรดิก็ได้แทรกแซงโดยการตัดสินใจประกาศยอมแพ้สงครามต่ออเมริกา ถึงแม้ว่าพระจักรพรรดิจะประกาศยอมแพ้แต่ก็ยังมีกลุ่มทหารคลั่งชาติพยายามที่จะรัฐประหารบุกยึดพระราชวังเพื่อไม่ให้เทปบันทึกเสียงคำประกาศยอมจำนนของจักรพรรดิถูกเผยแพร่ออกไปสู่ประชาชน แต่การรัฐประหารก็ล้มเหลว ญี่ปุ่นประกาศยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในที่สุด ปิดฉากสงครามโลกครั้งที่สอง

ภายหลังสงครามมีทหารญี่ปุ่นจำนวนมากฆ่าตัวตาย ทั้งนายทหารระดับล่างและระดับสูง และยังมีการสังหารเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรภายหลังการประกาศยอมแพ้ของญี่ปุ่น อาชญากรสงครามถูกตัดสินประหารชีวิตและจำคุก

การขึ้นมามีอำนาจของรัฐบาลคลั่งลัทธิทหารชาตินิยม เป็นผลเสียต่อประเทศชาติ เพราะทรัพยากรต่างๆแทนที่จะถูกนำเอาไปพัฒนาด้านอื่นๆก็ต้องถูกนำมาเอาใช้เพื่อพัฒนากองทัพ ลัทธิทหารต้องมีกองกำลังที่เข้มแข็งและต้องเป็นเผด็จการ เพราะคนเหล่านี้ไม่เชื่อว่าคนเท่าเทียมกัน พวกเขาเชื่อว่าชนชั้นทหารเป็นชนชั้นที่เหนือกว่าประชาชนธรรมดา ดังนั้นภายใต้รัฐบาลลัทธิทหารญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องถูกครอบงำทางความคิดและไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น รัฐบาลลัทธิทหารต้องทำให้ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือมีความวุ่นวายเสมอ เพราะถ้าประเทศสงบจะมีคนตั้งคำถามถึงความจำเป็นต่องบประมาณและการใช้จ่ายของกองทัพ

ความรักชาติเป็นสิ่งดีแน่นอน ถ้าชาตินั้นหมายถึงประชาชนทุกคน และการพัฒนาชาติหมายถึงการที่คนทุกคนในชาติได้มีส่วนร่วม ไม่ใช่ให้คนเพียงกลุ่มเดียวเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ เอาตัวเองเป็นชาติ ปิดกั้นความคิดเห็นของคนอื่น ในช่วงที่รัฐบาลทหารญี่ปุ่นเข้ามามีอำนาจ ญี่ปุ่นไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นโยบายต่างๆถูกตัดสินใจโดยรัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ถ้าคนญี่ปุ่นมีเสรีภาพและสิทธิในการเลือกรัฐบาลและการตัดสินใจในการทำสงคราม ความสูญเสียในสงครามคงไม่เลวร้ายเช่นนี้ ชีวิตจำนวนมากอาจไม่ต้องสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์​ ช่วงที่ประเทศญี่ปุ่นอยู่ในภาวะสงคราม คนที่ปกป้องประเทศก็คือพลเรือนประชาชนธรรมดาที่ต้องถูกเกณฑ์เป็นทหารหรือต้องเข้าไปทำงานในโรงงานอาวุธ ไม่ใช่พวกนายทหารระดับสูงที่เรียนเพื่อเป็นผู้บังคับบัญชาและฝึกใช้อาวุธ คนเหล่านั้นทำงานไม่ได้แตกต่างจากนักการเมือง พวกเขาเป็นนักการเมืองในชุดทหารมีหน้าที่ในการออกนโยบายและบริหารทรัพยากร ไม่ได้เข้าสู่สนามรบดังเช่นประชาชนผู้เป็นถูกเกณฑ์เป็นทหาร

ในอดีตเราอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำสงครามเพื่อแย่งชิงทรัพยากรในยุคสมัยที่การพัฒนาเศรษฐกิจจำเป็นต้องมีอาณานิคมเพื่อเก็บเกี่ยวทรัพยากร แต่ในยุคสมัยปัจจุบันประเทศต่างๆใช้การค้าขาย แลกเปลี่ยน และการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ เราจึงไม่ต้องใช้สงครามเพื่อแย่งชิงทรัพยากรอีกต่อไป ในปัจจุบันประเทศต่างๆมีการรวมกลุ่มกัน ความเป็นชาติค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ในอนาคตเราคิดแค่ประเทศชาติไม่ได้ พวกเราต้องคิดถึงมนุษยชาติซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าประเทศชาติ เพราะมันหมายถึงมนุษย์ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
SHARE

Comments

Shakrit
6 years ago
เขียนสรุปได้ดีเลยครับ ขอบคุณมากที่ชี้ให้เห็นอีกหลายด้านของสงครามนี้
Reply
SmileHero
6 years ago
จะโดนลบไหมครับ
Reply
Kidserge
6 years ago
ขอถามกลับข้อนึงครับ
แล้วประเทศที่ไม่ได้เข้าร่วมสงคราม ไม่ได้โดนชาวบ้านเค้าทิ้งระเบิดใส่ เอาเงินไปพัฒนาประเทศอย่างเต็มที่ เช่น ประเทศไทย

ทำไมถึงพัฒนาไม่ทันญี่ปุ่นสักทีครับ???
Reply
Pandaman
6 years ago
ขอบคุณสำหรับคำถามครับ

คำตอบคือ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ยังไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียด

ถ้าคุณสนใจการพัฒนาประเทศของญี่ปุ่นหลังสงครามลองเริ่มจากอ่าน

Japanese post-war economic miracle

https://en.wikipedia.org/wiki/Japanese_post-war_economic_miracle
uthan
6 years ago
ผมว่าประเทศไทยเอาแต่อวยผู้มีอำนาจ คนที่ได้ดีคือคนที่เอาใจผู้มีอำนาจ ตามค่านิยม ทำงานแทบตายได้ขั้นเดียว คนจุดไฟเช็คให้เจ้านายได้สองขั้น หรือ ทำดีได้แต่อย่าทำเด่นจะเป็นภัย ลูกชาวบ้านเลยเกิดยาก ต้องหลบให้เด็กเส้น ลูกท่านหลายเธอหมด ถ้าลูกท่านหลายเธอเก่ง ก็แล้วไป ถ้าไม่ก็แย่ องค์กรก็ซวยไป ต้องรอคนเก่งๆเขามาแก้ไขปัญหา เลยแข่งขันกับเขาไม่ค่อยได้ ผมอาจจะผิดก็ได้นะ แค่มุมมองส่วนตัว ร่วมกันคิดหลายๆคนจะได้มุมมองที่กว้าง
Pandaman
6 years ago
อันนี้บทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยหลังสงครามโลกครับ

https://en.wikipedia.org/wiki/Economy_of_Thailand
gintong1985
6 years ago
ขอตินะครับ ไม่ทราบว่ารับได้ไม ถ้ารับไม่ได้บอกนะครับจะลบออกให้
ถือว่าเป็นบทความแบบอคติครับ รู้สึกได้ถึงแนวคิดไม่เอาทหาร ซึ่งสอดคล้องกับการเมืองไทยตอนนี้ อีกทั้งไม่มีหลักฐานอ้างอิงเหล่งข้อมูลใดๆ และไม่สอดคล้องกับบทสัมภาษณ์ ที่หาได้จากสารคดีต่างๆ ของเหล่าทหารญี่ปุ่นหรือทหารอเมริกา
เคยอ่านการ์ตูน Rainbow การ์ตูนญี่ปุ่น กล่าวถึงการใช้ชีวิตหลังแพ้สงครามครั้งที่สองไมครับ ถ้าบอกว่ามันคือการ์ตูนเชื่อไม่ได้ เท่ากับท่านมิใช่นักอ่าน การ์ตูนถือเป็นการสะท้อนมุมมองของนักเขียน กล่าวคือสะท้อนความรู้สึกนั้นเอง
และทิสทางการเมืองในช่วงญี่ปุ่นล่าอาณานิคม ทุกประเทศและทุกสมัยการเมืองคือการสร้างภาพ อังนั้นคำกล่าวบางส่วนของผู้เขียนไม่ผิด แต่ผิดตรงที่กล่าวถึงเฉพาะนักการเมืองทหาร เพราะทุกนักการเมืองใช้วิธีโฆษณาชวนเชื่อทั้งสิ้น
Reply
Pandaman
6 years ago
ขอบคุณสำหรับคำติชมครับ การจะเป็นนักเขียนที่ดีนั้นต้องรับคำติชมให้ได้ครับ ถ้ารับคำติชมไม่ได้ก็ไม่สามารถพัฒนางานตัวเองได้ครับ
______

ประเด็นแรก "ถือว่าเป็นบทความแบบอคติครับ รู้สึกได้ถึงแนวคิดไม่เอาทหาร ซึ่งสอดคล้องกับการเมืองไทยตอนนี้"

______


ตอบ ใช่ครับ ตัวผมเองไม่เอาทหารครับ เพราะแนวคิดทหารนิยมนั้นเป็นแนวคิดที่มักจะนำไปสู่ระบอบเผด็จการซึ่งปิดกั้นสิทธิเสรีภาพครับ และผมมองว่าการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพจะนำมาซึ่งการลุแก่อำนาจและใช้อำนาจไปในทางที่ละเมิดผู้อื่นในที่สุด
______

ในส่วนประเด็นที่ว่าสอดคล้องกับการเมืองไทยมั้ย ผมมองว่าก็ไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะ การเมืองไทยในปัจจุบันเหมือนกับระบอบฟาสซิสมากกว่า คือ ประชาชนเริ่มมีความรู้สึกไม่มั่นใจในระบอบการเมืองเดิมจึงมีความต้องการผู้นำที่เด็ดขาดและเข้มแข็งเข้ามามีอำนาจและใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของตน อย่างไรก็ดีทั้งลัทธิทหารและฟาสซิสก็มีความเหมือนกันในเรื่องการ
โฆษณาชวนเชื่อเพียงด้านเดียว อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องทั้งหมดผมเขียนเกี่ยวกับญี่ปุ่นและมันก็เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครับ ไม่ได้หมายความว่าที่อื่นๆจะเป็นเช่นเดียวกับญี่ปุ่นในอดีต รวมถึงที่ไทยด้วย

______

ประเด็นที่สอง "อีกทั้งไม่มีหลักฐานอ้างอิงเหล่งข้อมูลใดๆ และไม่สอดคล้องกับบทสัมภาษณ์ ที่หาได้จากสารคดีต่างๆ ของเหล่าทหารญี่ปุ่นหรือทหารอเมริกา"
______

ตอบ อันนี้ถือเป็นความผิดของผมเอง ขอชี้แจงดังนี้ครับ งานเขียนของผมประกอบด้วยสองส่วนครับ คือ ส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ และ ส่วนที่เป็นความคิดเห็นและวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ทั่วๆไปที่มีการพูดคุยในแวดวงประวัติศาสตร์
______

ในส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์นั้นผมได้ใช้ข้อมูลส่วนมากจากวิกิพีเดีย เพราะข้อมูลมีการเรียบเรียงมาบ้างแล้วทำให้อ่านง่าย
______
ด้านล่างนี้เป็นประเด็นทั่วๆไปครับ
______
https://en.wikipedia.org/wiki/Militarism
https://en.wikipedia.org/wiki/Japanese_propaganda_during_World_War_II
https://en.wikipedia.org/wiki/Battle_of_Okinawa
https://en.wikipedia.org/wiki/Surrender_of_Japan
https://en.wikipedia.org/wiki/Meiji_Restoration
https://en.wikipedia.org/wiki/Bombing_of_Tokyo
https://en.wikipedia.org/wiki/Government_by_assassination
______
ในส่วนรายละเอียดบางช่วงบางตอนนั้นผมก็หาเพิ่มเติมจากประเด็นเล็กๆ เช่น ประวัตินายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยปฏิรูปเมจิจนจบสงคราม การสู้รบระหว่างกองทัพญี่ปุ่นกับกองทัพอเมริกันในแต่ละสมรภูมิ การปฏิบัติต่อเชลยศึก ลัทธิทางการเมือง ฯลฯ
______
แล้วก็นำประเด็นทั้งหมดนั้นมาเรียบเรียงใหม่ครับ
______
ส่วนที่เป็นความคิดเห็นและวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ ผมหาจากเว็บทั่วๆไปที่มีการพูดคุยกันทางอินเตอร์เน็ตครับ เช่น quora yahoo
______


สาเหตุที่ผมไม่ใส่แหล่งอ้างอิงเพราะ มันเยอะมากในรายละเอียดทั้งหมด และ หลายๆบทความที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในอินเตอณ์เน็ต หนัวสือพิมพ์ หรือในนิตยสารก็มักไม่ได้ใส่แหล่งอ้างอิงกัน และตัวผมเองก็ไม่ได้รวบรวมข้อมูลไว้เป็นระบบ การนำมาลงในบทความจึงต้องใช้เวลาพอสมควร ผมเลยตัดสินใจไม่ใส่ครับ
______

ตรงนี้ก็ถือเป็นความรับผิดชอบของผมเอง ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ
______

ส่วนประเด็นเรื่องบทสัมภาษณ์นั้นผมก็ดูสารคดีมาพอสมควร อาจไม่ครอบคลุมทั้งหมด ซึ่งถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถเสนอมาได้เลยครับ
______

ประเด็นที่สาม "เคยอ่านการ์ตูน Rainbow การ์ตูนญี่ปุ่น กล่าวถึงการใช้ชีวิตหลังแพ้สงครามครั้งที่สองไมครับ ถ้าบอกว่ามันคือการ์ตูนเชื่อไม่ได้ เท่ากับท่านมิใช่นักอ่าน การ์ตูนถือเป็นการสะท้อนมุมมองของนักเขียน กล่าวคือสะท้อนความรู้สึกนั้นเอง "
______

ตอบ เคยอ่านเรื่องนี้ครับ แต่เมื่อนานมามากแล้ว เป็นเรื่องของกลุ่มเด็กที่ถูกจับเข้าสถานพินิจใช่มั้ยครับ และก็เรื่องราวหลังออกมาจากสถานพินิจ แต่ผมอ่านผ่านๆ ไม่ได้สนใจในรายละเอียดเกี่ยวกับสงครามมากนัก ถ้าพูดถึงประเด็นวรรณกรรมหลังสงครามโลกครั้งที่สองนั้นก็ต้องคุยกันอีกยาวครับ อันที่จริงผมเจอกระทู้เกี่ยวกับความรู้สึกของคนญี่ปุ่นหลังสงครามอันหนึ่งซึ่งเขาก็ยกตัวอย่างวรรณกรรมต้านสงครามด้วย

http://www.quora.com/What-do-the-Japanese-think-about-World-War-II

วรรณกรรมก็เป็นสิ่งที่สะท้องสังคมครับ และมันก็มีหลากหลายแนวคิดเช่นเดียวกับคนในสังคม ผมจะพยายามศึกษาให้มากกว่านี้ครับ
______

ประเด็นที่สี่ "ทิศทางการเมืองในช่วงญี่ปุ่นล่าอาณานิคม ทุกประเทศและทุกสมัยการเมืองคือการสร้างภาพ อันนั้นคำกล่าวบางส่วนของผู้เขียนไม่ผิด แต่ผิดตรงที่กล่าวถึงเฉพาะนักการเมืองทหาร เพราะทุกนักการเมืองใช้วิธีโฆษณาชวนเชื่อทั้งสิ้น"
______

ตอบ ใช่ครับ นักการเมืองคือนักสร้างภาพและโฆษณาส่วนเชื่อ ส่วนที่ผมกล่าวถึงนักการเมืองลัทธิทหารนั้น เพราะบทความนี้เกี่ยวข้องกับนักการเมืองลัทธิทหาร ที่นี้ประเด็นที่ผมอยากจะเสนอคือ ความแตกต่างระหว่างนักการเมืองในระบอบเผด็จการ กับ ในระบอบประชาธิปไตย นั่นก็คือ เสรีภาพของประชาชนในการวิพากษ์วิจารณ์นักการเมือง และ การมีส่วนร่วมทางการเมืองครับ ในระบอบเผด็จการนั้นจะใช้การโฆษณาชวนเชื่อด้านเดียวและใช้ความรุนแรงกับผู้ที่เห็นต่าง แต่ระบอบประชาธิปไตยนั้น รัฐไม่มีสิทธิในความรุนแรวกับประชาชนผู้ที่แสดงความคิดเห็นทางการเมือง และประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ว่าโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลน่าเชื่อถือหรือไม่ครับ
______


งานเขียนของผมค่อนข้างอคติ ซึ่งผมก็รู้ตัวเอง แต่ผมต้องการชี้ประเด็นไปยังประเด็นหนึ่งโดยเฉพาะจึงได้กำหนดขอบเขตของเนื้อหาในแคบลงเพื่อให้บทความมีความกระชับครับ ซึ่งก็ต้องขอบคุณคุณมากๆที่มาช่วยเปิดประเด็นนี้ในคอมเม้น (ตอนแรกผมกะจะเขียนเป็นคอมเม้นไว้เองในท้ายบทความ)
______

ประเด็นต่างๆในประวัติศาสตร์นั้นทุกวันนี้ก็ยังถกเถียงกันอยู่ครับ เพราะมันเป็นเรื่องราวในอดีต ข้อเท็จจริงบางอย่างอาจไม่สามารถสืบค้นได้ สิ่งที่ผมคาดหวังกับบทความนี้คือการเสนอมุมมองใหม่ๆ เพื่อให้คนมาถกเถียงกันครับ มากกว่าที่จะเชื่อในกรอบความคิดเดิมๆ
ultimaguru
6 years ago
แต่ญี่ปุ่นมาไทยก็ยังคงเข้ามูจิ ไม่เข้า บีทูเอส ครับ
Reply