พูดแล้วเหมือนด่า ... แก้ยังไง???
ศิลปะการสื่อสาร “ความรัก”
ถ้าใครเคยดูละครชุดของ Club Friday
ก็คงจะเคยได้ยินชื่อตอนของละครที่ว่า
“ความรักไม่ผิด...ผิดที่...........”
ซึ่งก็แล้วแต่จะเติมคำลงในช่องว่างข้างท้าย
เช่น ผิดที่โชคตะชา ผิดที่จังหวะ เวลา ฯลฯ
แต่ไม่ว่าจะผิดที่อะไรก็ตาม ครูกวางเห็นด้วยนะคะว่า
ความรักนั้นไม่ผิดเลย และถ้าเราสังเกตกันดีๆ ในแต่ละวันนั้น
ก็มีคนสื่อสารความรักกับเรามากมายค่ะ

...ข้อความแจ้งข่าวขึ้นราคาน้ำมันหลังเที่ยงคืนวันนี้
ที่เพื่อนสนิทส่งไลน์มาให้เรา
...กาแฟสดรสที่เราชอบ ที่เพื่อนร่วมงานซื้อติดมาให้
โดยที่เราไม่ต้องออกปากไหว้วาน
...คนแปลกหน้าที่หันมาบอกเราว่า ตู้เอทีเอ็มที่เรารอคิวอยู่ชำรุด
และแนะนำให้ไปอีกตู้หนึ่งไม่ไกลนัก
หรือแม้กระทั่ง คำพูดอย่าง...
“กินอยู่นั่นแหละ กินอย่างงี้เมื่อไหร่ก็อ้วน
เห็นจ่ายตังไปทั้งอาหารเสริม คอร์สออกกำลังกาย
เล่นโยคะจนกระดูกกระเดี้ยวจะหัก แล้วก็มากินแบบนี้ คงจะผอมหรอก”

ค่ะ...คำพูดแบบนี้ ก็เป็นการสื่อสาร “ความรัก” อย่างหนึ่งเช่นกัน
ถ้าไม่รัก คงไม่พูดตรงไปตรงมาแบบนี้
ถ้าไม่รัก คงไม่ห่วงใยสุขภาพของเรา
จนทักท้วงเพราะกลัวว่าเราจะอ้วน(มากยิ่งไปกว่าเดิม)
ถ้าไม่รัก คงไม่ห่วงใยเงินในกระเป๋าของเรา
ว่าจะเสียเปล่าไปกับการลงทุนเพื่อความผอมหรือเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น
ถ้าไม่รัก คงไม่ห่วงร่างกายของเรา
ว่าจะหักโหมกับการออกกำลังกายจนเกินไป
ถ้าไม่รัก คงไม่ห่วงเป้าหมาย และความฝันของเรา
ถึงได้พูดเตือนสติ เพราะกลัวว่าการลดน้ำหนักของเราจะล้มเหลว

ครูกวางไม่ได้กำลังประชดนะคะ ถ้าเราวิเคราะห์ข้อความหรือคำพูดนี้ดีๆ
จะพบว่า คนที่พูดกับเราแบบนี้นั้น ทั้งรักและห่วงเรามาก
ในแทบทุกๆ ด้านเลยค่ะ
เพียงแต่ ความทั้งความรัก ความห่วงใย ความปรารถนาดี
หรือความจริงใจอะไรทั้งหมดนั้น มันถูกบดบังด้วยคำพูดทำร้ายน้ำใจ
จนมองไม่เห็นอะไร นอกจากความรู้สึกแย่ๆ ของคนฟัง
ไม่ว่าคำพูดนี้จะมาจากใคร คนในครอบครัว แม่ของเรา พ่อของเรา
พี่น้อง เพื่อนรัก เพื่อนสนิท(ทั้งที่คิดซื่อและคิดไม่ซื่อ)
จริงๆ แล้ว สิ่งที่เขากำลังสื่อสารมาถึงเรา ก็คือ “ความรัก”

และมาถึงตอนนี้ ก็คงจะต้องยืมวลีของพี่อ้อย พี่ฉอด มาใช้ว่า
“ความรักไม่ผิด ผิดที่วิธีการสื่อสาร”
การสื่อสารความรัก และรวมไปถึงความรู้สึกเชิงบวกต่างๆ
ที่เป็น subset ของความรัก ทั้งความห่วงใย ความจริงใจ
ความปรารถนาดี ฯลฯ
ความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน ล้ำค่าเหล่านี้ ต้องการ “การสื่อสารที่มีศิลปะ”
เรียกว่า ต้องการ “การสื่อสารที่อ่อนโยน ละมุนละไม”
ต่อหัวใจของคนฟังด้วยค่ะ

จากตัวอย่างคำพูดที่ยกขึ้นมาข้างต้น ถ้าฟังดีๆ ก็จะรู้ว่าคนที่พูดกับเรา
เขาก็มีเจตนาของการสื่อสารที่ดี ประสงค์ผลดีต่อเรา
คือ อยากให้การลดน้ำหนักของเราประสบความสำเร็จ
ไม่สิ้นเปลืองเงินทอง ไม่หักโหมเกินไปต่อสุขภาพร่างกาย
เพียงแต่วิธีการสื่อสารดังกล่าว อาจไม่ได้ช่วยให้ “เจตนาดี”
ของเขาเป็นผลสำเร็จ

เพราะแทนที่เราฟังแล้ว จะหยุดกินและเห็นด้วย ก็จะกลายเป็น
หมดกำลังใจ ขุ่นเคืองใจว่าทำไมต้องพูดแบบนี้ด้วยเสียมากกว่า
เคล็ดลับของการสื่อสารความรัก อยู่ตรงที่
“การสัมผัสความรู้สึก” และ “การรับรู้ความต้องการ”
ของผู้ที่เราสื่อสารด้วยค่ะ
ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้นะคะ

กรณีที่ 1
เรารู้สึกว่าผมสีดำของเราไม่ส่งเสริมบุคลิกของเราเท่าที่ควร
เรานึกอยากจะลองเปลี่ยนสีผมใหม่ให้หน้าเราดูสว่างขึ้น
เราจึงได้โพสต์ สเตตัสใน facebook ว่า
“อยากลองเปลี่ยนสีผมดู แต่ยังไม่แน่ใจอ่ะ ทำสีไรดีครัช”
รุ่นพี่ที่เอ็นดูเราคนหนึ่ง เห็นกันมาตั้งแต่ ม.ต้น ก็เข้ามาเม้นท์ว่า
“สีดำ”
...รู้สึกยังไงคะ??

กรณีที่ 2
เราไปทำสีผม เปลี่ยนทรงผมใหม่มาแล้ว ซึ่งมันทำให้เรามั่นใจ
รู้สึกดีที่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองบ้าง
คุณรู้สึกดีกับลุคใหม่ ก็เลยทำรูปเปรียบเทียบ ก่อน – หลัง
อัพใน instagram
เพื่อนเราก็มาเม้นท์ว่า
“ชอบแบบ before มากกว่า”
...รู้สึกยังไงคะ??

กรณีตัวอย่างที่ 1 รุ่นพี่ที่มาเม้นท์บอกเราว่า “สีดำ”
ก็เพราะเขาอยากบอกเราว่า ธรรมชาติที่เราเป็นน่ะดีอยู่แล้ว
และเขาชอบเราเป็นอย่างนั้น

กรณีตัวอย่างที่ 2 เพื่อนเราที่มาเม้นท์ว่า “ชอบแบบ before มากกว่า”
ก็เพราะเขาต้องการบอกเราว่า เราไม่ต้องพยายามเปลี่ยนแปลงอะไร
แบบที่เราเป็นแบบเดิมก็ดีอยู่แล้ว

ฟังๆ ดูแล้ว เหตุผลภายใต้การสื่อสารทั้งสองกรณี
เป็นเหตุผลที่ดีมากเลยนะคะ
เหตุผลก็คือ “รักเราใบแบบที่เราเป็นอยู่แล้ว”
แต่ถ้าทั้งรุ่นพี่และเพื่อนของเรา จะสื่อสารความรัก
ความจริงใจของเขาด้วยวิธีการสื่อสารที่มีศิลปะขึ้นอีกนิด
ก็คงจะดีไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ
คุณผู้ชายอาจจะเคยประสบกับคำถามเหล่านี้มาบ้าง
“ตัวเองว่า เค้าใส่รองเท้าคู่สีแดง หรือว่า...สีดำนี่ดีอ่า คู่ไหนดีกว่ากัน?”
ใช้เคล็ดลับข้างต้นสิคะ “สัมผัสความรู้สึก” และ “รับรู้ความต้องการ”
ถ้าแฟนคุณถามแบบนี้ ความรู้สึกที่เราสัมผัสได้ไม่ยาก ก็คือ “ความลังเลใจ”
แต่ด่านต่อไปนี่แหละค่ะ “รับรู้ความต้องการ”
อันนี้คุณอาจจะต้องดูดีๆ ว่า แฟนของคุณกำลังต้องการ
“ความเห็นของคุณจริงๆ”
หรือว่าต้องการ “คำตอบของคุณเพื่อยืนยันความเห็นของเธอ”

เช่นถ้าคุณตอบเธอตามความเห็นของคุณจริงๆว่า
“ถ้าไปปาร์ตี้วันเกิดคืนนี้ ก็สีแดงมั้ย จะได้สดใส”
แล้วแฟนของคุณยังไม่เลือกสีแดงตามที่คุณว่า
แต่ยังลังเล ถามอีกว่าแดงจริงเหรอ แดงดีเหรอ
แบบนี้...ก็รู้ได้ทันทีว่า จริงๆ แล้วเธอต้องการจะใส่คู่สีดำ
เพียงแต่ต้องการ “การยืนยันความเห็นของเธอ” นั่นเอง
เวลาที่เราเป็นคนฟัง แล้วต้องเจอคำพูดที่ทำร้ายจิตใจ
ให้เราดูที่เจตนาที่เขาพูด ถ้าพบว่าเขาพูดเพราะหวังดี
ก็ขอให้เข้าใจว่าเขาห่วงและปรารถนาดีกับเรามากจนลืมนึกถึง
และเลือกใช้ศิลปะในการสื่อสารกับเรา
และเวลาที่เราเป็นคนพูด ก็อย่าลืมใช้เคล็ดลับ
“สัมผัสความรู้สึก” และ “รับรู้ความต้องการ”
อย่าลืมส่วนผสมแห่งศิลปะการสื่อสารความรักที่สำคัญเหล่านี้นะคะ

…….

ครูกวาง กษริน วงศ์กิตติชวลิต
ผู้เชี่ยวชาญด้านการพูดและการสื่อสาร
แชมป์การแสดงสุนทรพจน์ถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว/

www.facebook.com/ideoperformingarts
www.facebook.com/IDEOPerformingArts
ครูสอนการพูดเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพ
SHARE
Writer
IDEOSchool
lifeskillbuilder
ครูสอนศิลปะการแสดงมืออาชีพสุดติสท์ผู้ใส่ใจจิตวิทยาการสอน

Comments