13:เปลี่ยนแปลงได้โดยเริ่มจากโทษตัวเอง-01
ตอนปี1ผมทำโปรเจคของวิชาเรียนในคณะ เป็นวิชาเรียนเกี่ยวกับภาพรวมของคณะที่ผมกับกัลงเรียนอยู่ซึ่งโปรเจคนี้มีจุดประสงค์ที่จะให้พวกเราลองทำงานกลุ่มและลองทำผลงานในสิ่งที่คิดว่าตัวเองชอบ ผมจับกลุ่มกับเพื่อน4คน ซึ่งทุกคนต่างก็ไม่มีความรู้ในสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำแต่ก็ไม่เป็นไร เราสามารถเรียนรู้ด้วยกันได้

ผมทำหน้าที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม คอยหาข้อมูลก่อน อ่านหลายอย่าง เรียนโน่นนี่ จากนั้นผมก็ค่อยเอาแหล่งข้อมูลที่ผมคิดว่าดีที่สุด ไปให้เพื่อนในกลุ่มอ่านพร้อมกับแจกแจงนัดวันพูดคุยเกี่ยวกับโปรเจค

พอถึงเวลานัดคุย เพื่อนในกลุ่มเปืดด้วยคำที่ว่า "เห้ย กูยังไม่ได้อ่านมาเลยหว่ะ โทษที"
คนที่สองก็พูดในทำนองเดียวกัน คนที่สามบอกว่าอ่านมานิดหน่อยซึ่งก็นิดหน่อยจริงๆ

ในวันนั้น ทั้งกลุ่มไม่สามารถสรุปโปรเจคได้เนื่องจากคนในทีมไม่ได้อ่านมา มีแต่ผมที่รู้เรื่องคนเดียว

"โอเคไม่เป็นไร ครั้งแรก" ผมบอกกับตัวเองแบบนี้ หลังจากนั้นผมก็ทำการย้ำเตือยเพื่อนให้อ่านมาด้วย ซึ่งขั้นตอนการบังคับให้เพื่อนในกลุ่มอ่านและเข้าใจโปรเจคที่ผมกำลังจะทำนั้นกินเวลาไปมากจนเหลือแค่เดือนเดียว และโปรเจคยังไม่ได้เริ่มทำจนสุดท้ายผมตัดสินใจทำคนเดียว

เพื่อนก็นั่งเล่นไปเพราะไม่มีงาน ส่วนตัวผมก็นั่งทำงานไป แค้นเพื่อนไป แต่ก็ต้องทำเพื่อเกรด

ผมทำโปรเจคจนเสร็จคนเดียว เหลือแต่รายงานที่ยังไม่ได้ทำ ผมจัดการให้เพื่อนไปทำรายงาน เหลือเวลา1อาทิตย์

1 อาทิตย์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในคืนสุดท้ายก่อนส่งงาน เพื่อนก็ส่งรายงานมาให้ดู พอดูแล้วแทบจะลมจับเพราะว่าแต่ละส่วนของรายงานนั้น เขียนอย่างกับสเตรตัสเฟสบุค สั้นมากกกกก

สุดท้าย ผมก็ปั่นรายงานเองคนเดียวใหม่หมดทั้งคืน แทบจะอดนอนไปนำเสนอ

ยังดีที่คนในกลุ่มท่องรายงานจนจำได้ และสามารถตอบอาจารย์ได้ราวกับว่าได้ทำด้วย
(เนื่องจากว่าจุดประสงค์คือการทำงานเป็นทีม จึงไม่สามารถบอกอาจารย์ได้ว่าทำคนเดียว)

มันเป็นความขุ่นเคืองในใจผมมาตลอดเมื่อย้อนกลับไปว่า ทำไมเพื่อนไม่ยอมทำงาน รู้แบบนี้ไม่น่าจับกลุ่มด้วย

เกริ่นมาโคตรยาว เข้าเรื่องกันๆ ฮาๆ

ที่ผมเล่ามาเนี่ย ผมดูน่าสงสารใช่ไหมครับ ถ้าเป็นแต่ก่อนผมก็คิดว่าตัวเองน่าสงสาร แต่ตอนนี้ผมคิดว่าตัวเองโง่มาก ไม่ใช่โง่เพราะไม่ยอมบอกอาจารย์ว่าเพื่อนไม่ทำ แต่คิดว่าผมโง่มากเพราะผมเป็นผู้นำที่ไม่ดี

หลังจากจบปี1 ผมได้อ่านหนังสือ วิธีพาตัวเองออกจากกล่องใบเล็ก โดย The Arbinger institude ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นหนังสือที่ทุกคนควรอ่าน

หนังสือเล่มนี้สรุปได้ 1 ประโยคสั้นๆว่า "โทษคนอื่นนั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ คุณควรโทษตัวเองต่างหาก แล้วผลลัพธ์จะต่างออกไป"

1) ผมไม่สามารถให้เพื่อนอ่านสิ่งที่ผมส่งไปให้ได้ ตอนนั้นผมคิดว่าเป็นบทความที่เข้าใจง่ายมาก

ผมโทษเพื่อนมาตลอดว่าทำไมไม่ยอมอ่าน ซึ่งการโทษเพื่อนในใจนั้น แน่นอน ผมไม่สามารถให้เพื่อนเปลี่ยนแปลงเป็นคนละคนได้

ถ้าตอนนั้นผมหันมาโทษตัวเองว่าไม่สารมให้เพื่อนอ่านได้แล้ว ผมอาจจะหาทางทำอะไรซักอย่างแน่ๆ

ซึ่งในตอนนั้นถ้าผมสอนเพื่อนของผม แน่นอนว่าเพื่อนต้องตั้งใจและสามารถช่วยผมทำโปรเจคได้แน่นอน และเวลาที่จะสามารถเริ่มทำโปรเจคได้นั้น ย่อมเร็วกว่า แถมเพื่อนยังได้ความรู้ไปอีกด้วย

2) ผมลืมมองว่าผมอาจจะเป็นคนเดียวในกลุ่มที่สนใจสิ่งนั้นๆ และผมลืมมองไปว่าผมอ่านมาเยอะแล้ว ทุกอย่างเลยดูง่ายไปหมดซึ่งเพื่อนอาจจะตามไม่ทันผม ผมคาดหวังโดยเอาตัวเองเป็นหลักมากเกินไป
ผมจัดเวลาโดยเอาตัวเองเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงว่าชีวิตประจำวันของคนในกลุ่มเป็นอย่างไร ว่างหรือไม่

และผมไม่ได้เพื่อเวลาล่าช้าเอาไว้ เพิ่งมารู้ตัวตอน 1 เดือนสุดท้าย และไม่ได้เพื่อเวลาตรวจทานรายงานของเพื่อน จนผมต้องมานั่งทำทั้งคืน

ซึ่งถ้าในตอนนั้น ผมโทษตัวเองว่าผมไม่สามารถทำให้เพื่อนๆตามผมทันได้ หรือไม่สามารถแจกแจงงานตามความสามารถของเพื่อนได้ แน่นอนว่าผลที่ได้ก็จะต่างออกไป

ผมจะจัดเวลาให้สอดคล้องกับเพื่อนแต่ละคนในทีมมากคิด ดูว่าเพื่อนในทีมมีความสามารถระดับไหน และแจกแจงงานเป็นงานย่อยๆให้ดูน้อย ซึ่งวิธีนี้ ผมจะสามารถตามงานได้ดีขึ้น และจะตรงตามตารางงานมากขึ้น โปรเจคก็อาจจะเสร็จเร็วขึ้นและผมก็ไม่ต้องรีบทำคนเดียว

3) ผมสั่งงานไม่ระเอียดจนเพื่อนไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมต้องการ ผมไม่ได้ย้ำกับเพื่อนมากเท่าที่จำเป็นและไม่ได้ตามในสิ่งที่ผมสั่งไป อีกทั้งไม่ได้คุยสิ่งอื่นนอกเหนือจากงาน และผมก็ไม่พูดสิ่งที่อยู่ในใจกับเพื่อน จนกลายเป็นว่าผมเริ่มมองเพื่อนในแง่ลบ ซึ่งการที่ผู้นำมองคนในทีมในแง่ลบแล้วเนี่ย หายนะแล้วครับ

ผมด่าเพื่อนในใจผมไป ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอกครับ เพื่อนผมก็ยังคงไม่รู้ตัวต่อไป

ถ้าในตอนนั้น ผมโทษตัวเองว่าผมไม่สามารถทำให้เพื่อนเข้าใจผมได้ ผมก็จะเลือกที่พูดกับเพื่อนตรงๆและผมก็ปรับปรุ่งตัวเองใหม่ สื่อสารกับเพื่อนให้มากขึ้นเพื่อที่จะได้เข้าใจกัน

ผมเข้าใจว่ามองอดีตมันง่าย แต่ผมขอยกเป็นตัวอย่างเพื่อความเข้าใจ

ถึงตาของคุณแล้วว่า คุณมีประสบการณ์อะไรทำนองนี้รึเปล่า ถ้ากลับไปโทษตัวเองในตอนนั้น แล้วผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แชร์ประสบการณ์กันได้ครับ

การที่ผมให้เริ่มมองจากอดีตนั้น เนื่องจากเป็นการช่วยในการปลูกฝังความคิด เป็นการช่วยย้ำว่า ถ้าเราโทษตัวเองแล้ว ผลลัพธ์จะต่างออกไป เมื่อเราเจอสถานะการณ์จริงๆแล้ว เราจะได้สั่งให้โทษตัวเองได้ทันที และเป็นนิสัยติดตัวมา

อย่าลืมนะครับ โทษคนอื่น ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ และอาจจะทำให้เหตุการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม แต่ถ้าหากเราโทษตัวเองแล้ว เราจะสามารถเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์นั้นๆไปในทางที่ดีได้

หวังว่าผู้อ่านจะได้รับประโยนช์ นำไปใช้ และบอกต่อๆกันไปนะครับ :D
SHARE
Writer
CloudStory
Developer
Having a curiosity, The little boy decide to find out the answer.

Comments

imonkey7
6 years ago
ทักษะเหล่านี้ตำเป็นมากครัยเมื่อเป็นผู้นำ

เยี่ยมครับ
Reply