Docent
Docent คืออะไร? Docent อ่านว่า โดเซ่น หมายถึงการพูดชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายๆกับการทำงานเป็นไกด์ หรือ มัคคุเทศ ต่างกันตรงที่ Docent จะพูดในพิพิทธภัณฑ์โดยส่วนใหญ่เท่านั้น งานของ Docent ก็แล้วแต่พิพิทธภัณฑ์หรือโบราณสถานว่าหัวข้อนั้นคืออะไร มีหัวข้อให้เลือกมากมาย อีกอย่างก็คือการทำ Docent อาสาสมัคร (volunteer) ก็คือการทำโดยไม่รับค่าตอบแทนใดใดทั้งสิ้น สิ่งที่ได้จากการทำงานอาสาสมัครก็อาจจะเป็นที่จอดรถ กาแฟ การได้เข้าชมงานแสดงศิลปะกี่ครั้งก็ได้ เมื่อไรก็ได้ และแต่ละปีทางสถานที่เหล่านี้ที่มี Docent ก็จะจัดงานเลี้ยงให้กับกลุ่มอาสาสมัครซึ่งเราเรียกกันว่างานเลี้ยงขอบคุณนั่นเอง

สำหรับผมแล้ว ผมทำอาสาสมัครเป็น docent ที่พิพิทธภัณฑ์เก็ตตี้ (The Getty Center) พิพิทธภัณฑ์นี้มีสองแห่งจึงเรียกกันสองชื่อเพื่อความสะดวกและความไม่สับสนนั่นคือ
1. The Getty Villa เรียกว่า เก็ตตี้วิลล่า ตั้งอยู่ที่เมืองมาลิบู (Malibu)
2. The Getty Center เรียกว่า เก็ตตี้เซ็นเตอร์ ตั้งอยู่ที่เมืองเบร้นวู้ด (Brentwood)
ทั้งสองตั้งอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา (ผมไม่ชอบใช้คำว่า "เมกา" เพราะมันไม่คุ้น 5555)
พิพิทธภัณฑ์เก็ตตี้ก่อตั้งและลงทุนโดย นาย ชอน พอล เก็ตตี้ (Mr. Jean Paul Getty) แต่เราจะเรียกชื่อเค้าง่ายๆว่า เจ พอล เก็ตตี้ สาเหตุเพราะคนอเมริกันไม่นิยมออกเสียง Jean เป็นแบบฝรั่งเศสซึ่งอ่านว่า ชอน หรือ ชอง เช่น ชอง พอล กอลติเยร์ (Jean Paul Gaultier)
ไม่มีเขาไม่มีพิพิทธภัณฑ์แห่งนี้ สำหรับประวัติของ เจ พอล เก็ตตี้ สามารถอ่านได้จากกูเกิ้ลนะครับ ผมคงไม่อธิบายมาก
พิพิทธภัณฑ์เก็ตตี้ก่อตั้งแต่ปี 1965 แห่งแรกที่มาลิบู และแห่งที่สอง เก็ตตี้ เซ็นเตอร์เริ่มเมื่อปี 1997
การทำอาสาสมัครเป็น docent ที่เก็ตตี้ไม่ง่าย ต้องสมัคร เขียนเรียงความสั้นๆเกี่ยวกับจุดประสงค์ที่อยากจะทำตำแหน่งนี้ อาชีพปัจจุบัน ถ้ายังทำงานอยู่ หรือว่าเกษียณ หรือ ยังเป็นนักศึกษา จากนั้นทางพิพิทธภัณฑ์ก็จะติดต่อคัดเลือกนัดสัมภาษณ์ที่พิพิทธภัณฑ์
การสัมภาษณ์ก็จะประกอบด้วยคนสามคนที่เป็นผู้สัมภาษณ์ สองคนจะเป็นอาสาสมัครที่ทำอยู่แล้วเป็นเวลานาน อีกคนก็จะเป็นเจ้าหน้าขององค์กร แต่ละปีจะมีคนสมัครประมาณ 300-400 คน แต่ละรับเข้าอบรมให้เป็น docent เพียงแค่ประมาณ 15-18 คนเท่านั้น
สาเหตุที่ผมอยากทำ docent ก็มีสองเหตุผลใหญ่ๆ อย่างแรกก็คือการทำอะไรเพื่อสังคม เหตุผลที่สองก็คืออยากฝึกการพูดในที่สาธารณะ โดยเฉพาะการพูดนั้นแน่นอนจะต้องเป็นภาษาอังกฤษ ทั้งสองเหตุผลไม่รวมความรู้ความสนใจส่วนตัวทางด้านศิลปะและสถาปัตยกรรม

ปัจจุบันผมทำ docent ที่เก็ตตี้มาได้ปีที่สี่แล้ว ผมเป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวที่เข้ามาทำอาสาสมัครที่นี่
ไม่น่าภูมิใจเลยนะครับ มันทำให้คิดว่าทำไมถึงไม่มีมากกว่านี้ต่างหาก เพราะเมืองนี้มีคนไทยอยู่อย่างน้อย 300,000 คน! ลองคิดดูนะครับคนที่มาจากทวีปเอเซียที่มีหลายคนมากที่สุดก็เห็นจะเป็น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง และ อินเดีย

ก่อนที่จะมาทำ docent ที่นี่ผมทำ docent ที่ Annenberg Community Beach House ซึ่งเป็นโบราณสถานเชิงพิพิทธภัณฑ์ตั้งอยู่ที่เมือง ซานตา มอนิก้า (Santa Monica) สถานที่นี่เป็นบ้านเก่าของ William Rudolph Hearst คนทั่วไปจะไม่ค่อยรู้จักที่นี่ แต่จะรู้จัก Hearst Castle ที่โด่งดั่งไปทั่วโลกนั่นเอง ผมทำที่นั่นหนึ่งปีก่อนที่จะย้ายมาทำที่เก็ตตี้ และก็ทำอาสาสมัครที่อื่นๆแต่ไม่ใช่ docent
ที่เก็ตตี้ทุกคนเข้าฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ที่ต้องจ่ายก็คือค่าจอดรถ $15.00 เหรียญ สำหรับพิพิทธภัณฑ์แห่งนี้ นี่คือคำมั่นสัญญาที่คุณ เจ พอล เก็ตตี้ ให้ไว้คือต้องการให้คนทั่วไปได้ดูงานศิลปะโดยไม่ต้องใช้เหตุผลว่า "ไม่มีเงิน"

หัวข้อที่ผมพูดในการทำ docent ที่เก็ตตี้ เซ็นเตอร์ นี้ก็มีสองอย่าง สถาปัตยกรรมและขั้นตอนการออกแบบพิพิทธภัณฑ์ตั้งแต่ต้นจนเสร็จสิ้นการก่อสร้าง และ การออกแบบสวนของสถาบันแห่งนี้ตั้งแต่การเลือกคนออกแบบจนถึงการเลือกพันธุ์ไม้

การพูดทั้งหมดนั้นแต่ละหัวข้อใช้เวลาประมาณ 45 นาทีถึงหนึ่งชั่วโมง โดยการพูดนั้นเป็นการพูดไปเดินไปเหมือนมัคคุเทศพาลูกทัวร์เดินดูสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ส่วนผมพาคนที่มาฟังเรื่องราวเดินดูสถาปัตยกรรม ตึก หรือ ต้นไม้ต่างๆ การออกแบบ มุมมอง ฯลฯ

docent ทุกคนที่ได้รับการคัดเลือกก็จะต้องเข้าฝึกอบรมเป็นเวลาสามเดือนทุกวันเสาร์ตั้งแต่ 9:00-12:00 น. และต้องอ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติของพิพิทธภัณฑ์ ขั้นตอนการคัดเลือกสถาปนิก การก่อสร้าง ปัญหาเรื่องแผ่นดินไหว รวมไปถึงประวัติของสถาปนิกผู้ดุเดือด! นายริชาร์ด ไมเยอร์ (Richard Mier) หลังจากนั้นก็จะต้องอ่านหนังสือเกี่ยวกับการออกแบบสวนและศิลปินผู้ออกแบบซึ่งก็คือ นาย โรเบิร์ต เออวิน (Robert Irwin)
ทุกคนที่ได้รับการคัดเลือกจะต้องมีพันธะสัญญากับทางเก็ตตี้ว่าสามารถทำได้เดือนละแปดชั่วโมงถ้าเป็นเสาร์-อาทิตย์ และ 16 ชั่วโมงถ้าเลือกจันทร์-ศุกร์ โดยทำอาทิตย์เว้นอาทิตย์ ผมเลือกวันเสาร์ เพราะฉะนั้นก็คือทำเสาร์เว้นเสาร์ วันละ 4 ชั่วโมง

สิ่งที่เข้มงวดที่สุดก็คือ วัน เดือน ปี ต้องแม่น การตรงต่อเวลา ถึงแม้ว่าจะทำฟรีก็ตาม! และความรับผิดชอบต่อหน้าที่

การทำ docent ที่นี่ผมต้องบอกเลยครับว่าสนุกมากกกก ฝึกพูดในที่สาธารณะ ฝึกการพูดเชิงวิชาการ การตอบคำถาม การสังเกตุคน การให้ความรู้ การให้ความสะดวก ความสุข ความประทับใจกับผู้ที่มาเยือนประหนึ่งว่าเค้าเป็นแขกในบ้านของเรา (ซึ่งก็ใช่)
เพื่อนร่วมงานนี่สิน่าตื่นเต้นกว่า ไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตว่าจะได้พบคนที่มาจากสารพัดของทุกอย่าง มีกี่อาชีพที่คุณคิดว่าคุณจะได้พบคนที่หลากหลายในทุกๆด้าน?

ผมได้พบกับคนที่ทำ docent ด้วยกัน ซึ่งทั้งหมดก็ประมาณ 500 คน มีทุกสีผิว มาจากทุกทวีปของโลก มีคนที่พูดภาษาทุกภาษาในโลกมารวมกัน และทุกคนก็ทำโดยสมัครใจโดยไม่คำนึงถึงเงินทองหรือตำแหน่ง มีแทบทุกอาชีพ ยกเว้น โจร โขมย หรือคนที่เคยติดคุกมาแล้ว เพราะเค้าจะตรวจประวัติอาชญากรรมก่อนตอบรับให้เป็นอาสาสมัคร

ผมมีเพื่อนร่วมงานทำ docent ด้วยกันที่หลายคนเกษียณแล้วหลายคนก็ทำงานอยู่เหมือนผม หลายคนเป็นนักเรียน นักศึกษา ทุกระดับ และอีกหลายๆคนก็เป็นแม่บ้านหรือพ่อบ้าน
อาชีพของแต่ละคนที่ผมได้มีโอกาสได้รู้จักก็อย่างเช่น กัปตันขับเครื่องบิน ทนายความ นักบินอวกาศ นักธรณีวิทยาด้านตรวจเจาะน้ำมัน ครูใหญ่โรงเรียนมัธยม หมอทุกสาขา วิศวกรทุกสาขา สถาปนิก คนออกแบบกราฟฟิค บาร์เทนเดอร์ พ่อครัว คนขับรถ นักจิตวิทยา เลขานุการ นักดนตรี นักแสดงละครบรอดเวย์ เจ้าของบริษัทประกันภัย คนออกแบบรถยนต์ หมอฟัน.....

มันเยอะครับ มันเรียบเรียงไม่หมด แต่ละคนมีอะไรที่สนุกเล่าให้ฟัง ไม่มีใครคิดว่าตัวเองดีกว่าใคร ทุกคนเท่ากัน พอเรามาทำ docent ที่เก็ตตี้เราคือคนที่ทำงานเพื่อสังคม จบ!
ทุกวันนี้ผมไม่ต้องฝึกอีกแล้วเรื่องการพูดในที่สารธารณะ แต่ยิ่งพูดก็รู้สึกดีขึ้น

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำอาสาสมัครก็คือ
1. เรารู้สึกว่าเราได้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ต่อผู้อื่น มันคือการให้
2. ฝึกการพูดและบุคลิกภาพของการยืน การพูด การพบปะผู้คน สิ่งเหล่านี้ทำให้เราไม่เคอะเขิน ไม่อาย ไม่กระดาก หรือวางตัวไม่ถูกในสถานการณ์ต่างๆ รวมไปถึงการเข้าสังคม
3. เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะ ที่นี่คือแหล่งวิชาสำหรับทุกคนไม่ว่าจะเรียนอยู่หรือเกษียณแล้ว เรียนรู้ทุกอย่าง มันทำให้เราได้รับการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

อีกมากมายยยย

ผมเขียนไม่ได้เอามาอวดหรือคุยโวนะครับ มันไม่จำเป็น และอีกอย่างผมก็ไม่ได้เงิน ไม่ได้ตำแหน่งหรือใบประกาศอะไร สิ่งที่ได้คือเกียรติที่เจ้าของสถานที่ให้และผู้คนที่ประทับใจกับคำอธิบาย

สำหรับผม สิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขมากที่ในการทำ docent นั้นก็คือ การได้รับการตบมือจากคนที่มาฟังผมพูดเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมและการออกแบบสวน เพราะนั่นคือการแสดงออกถึงความรู้สึกที่เค้ามีให้ และหลายๆครั้งคำว่า "ขอบคุณ" จากคนหลายๆคน

นั่นคือความสุขเล็กๆน้อยๆ มันทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปอย่างมีค่า มีความหมาย
SHARE
Writer
Geek818
mankind
Life is a journey, not a destination.

Comments

imonkey7
4 years ago
อยากไปเที่ยวบ้างจัง.....
Reply
Geek818
4 years ago
มาสิครับ ผมพาไปเก็ตตี้ได้เลย มีนักเรียนไทยมาที่อเมริกาช่วงปิดเทอมเยอะ ลุยเองด้วย แบกเป้ ทำงานใน้โต๊ะ น่าทึ่งมาก
Pippo
4 years ago
พึ่งรู้จักงานสายนี้ ขอบคุณที่มาแชร์ให้ฟังคราบ : )
Reply
Geek818
4 years ago
ครับ
Patrickia
4 years ago
อ่านอาชีพ อาสาสมัครนี้ แล้วความรู้สึกสนุกจังครับ อยากจะไปทำบ้าง
ชอบประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์อยู่แล้ว ทำงานอาสาแล้วมีความสุข ยิ้มโดยไม่ต้องฝืนเลย....
Reply
Geek818
4 years ago
สนุกครับ สนุกมากกก โดยเฉพาะถ้าคุณชอบศิลปะ บางชิ้นผมเห็นน้ำตาไหลเลยครับ ไม่คิดว่าชีวิตจะได้เห็น
ตั้งฝันของคุณนะครับ คุณทำได้ครับ
กำลังใจ กำลังที่ "ใจ"