Episode 003 - พวกเรา/พวกมัน/ชนชั้นในใจมนุษย์
ช่วงงานสัปดาห์หนังสือเดือนเมษา 2558 ที่ผ่านมา
ผมไปนั่งแจกลายเซ็นอยู่หลายบูท มีโอกาส
ได้พบปะพูดคุยกับนักเขียนและนักอ่าน มีรุ่นพี่นักเขียน
ท่านหนึ่งที่เขียนหนังสือแนวนิยายรัก เล่าให้ฟังว่าเดี๋ยว
นี้นักเขียนอยากให้เรื่องขายลิขสิทธิ์ไปทำละครได้ (โอเค
มันก็มีเหตุผลเพราะขายได้แล้ว ได้เงินมากขึ้นนอกเหนือ
จากค่าลิขสิทธิ์หนังสือตัวเล่มอย่างเดียว)

รุ่นพี่ท่านนี้ก็แลกเปลี่ยนให้ฟังว่าสมัยก่อน เอาเป็นว่าย้อนไป
สัก 20 ปีแล้วกัน สมมุติเอาพ.ศ.2538 เป็นตัวตั้ง สมัยตัวเขา
เพิ่งเริ่มอาชีพนักเขียนได้ไม่นาน นิยายประเภทขายไปทำละคร
หลังข่าวได้นั้นโดนดูถูกจากสังคมนักคิดนักเขียนบางกลุ่มทำนอง
ว่าเป็นงานไร้สาระ ด้อยคุณค่า ไม่ใช่หนังสือที่ดีที่แท้จริง (อะไร
ทำนองนี้แหละครับ คงพอนึกอารมณ์ออกเนอะ)

ปิดท้ายด้วยการบอกว่าปัจจุบันเรื่องแบบนี้ไม่ค่อยมีล่ะ การขายเป็น
ละครกลายเป็นเรื่องดีโก้เก๋ ได้รับการส่งเสริมหรือพูดถึงกัน ผมมาย้อน
คิดดูเรื่องนี้อย่างละเอียดอีกรอบ แล้วเห็นรายละเอียดมากขึ้นว่า
กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงอะไรหลายอย่าง

สิ่งแรกคือทุกสิ่งทุกอย่างมีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เมื่อ 20 ปี
ก่อนหนังสือถือเป็นหนึ่งในสื่อบันเทิงหลัก ปัจจุบันมีสื่ออื่นมาแย่ง
ความสนใจไปเช่นทีวีดิจิตอล อินเตอร์เน็ต โซเชียลเน็ตเวิร์ค ไอแพด ไอ
โฟน แอปเปิ้ลมิวสิค เอาเป็นว่ามากมายแล้วกันครับที่เกิดขึ้น
มาในช่วงหลัง ทำให้หนังสือที่ถูกดัดแปลงไปสู่สื่ออื่น อย่างเช่น
หนังหรือละครนั้นสามารถสื่อสารเข้าถึงผู้คนได้มากกว่า รวมทั้งมีสีสัน
ความหวือหวา ดึงดูดความสนใจได้มากขึ้น

พูดง่ายๆ ว่าสิ่งที่ปรับเข้าทาง ก้าวเดินไปพร้อมกับยุคสมัยได้ ก็จะได้รับ
การยอมรับหรือได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ คิดว่าหลักการนี้
คงใช้ได้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เฉพาะแต่เรื่องหนังสือเท่านั้น

ประเด็นที่สองคือ พอผมมาคิดดูให้ดี ก็พบว่าไอ้เรื่องประเภทหนังสือ
แนวมหาชน best seller ได้รับความนิยมโดนดูถูกจากคนร่วมวงการ
มันก็ยังมีอยู่นะครับ ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "แนววรรณ
กรรมสร้างสรรค์" นั่นคือพวกแนวชิงรางวัล สะท้อนสังคม ซีเรียสนั่น
เอง คิดถึงรางวัลอย่างซีไรต์และอื่นๆ ที่อยู่ในรูปรอยทำนองนี้เอาไว้

ถ้าใครทราบประวัติผมมาบ้าง จะรู้ว่าผมเป็นนักเขียนที่มีผลงานทั้งสอง
สายคือพวกแนวยอดนิยม ขายดีมีคนอ่านเยอะ เป็นนิยายรัก เรื่องระทึก
ขวัญหรือปรับเป็นหนังเป็นละครได้ก็มี ในขณะเดียวกันผมก็มีผลงาน
ประเภทซีเรียสชิงรางวัลพวกนี้อยู่เหมือนกัน ดังนั้นการมีโอกาสเหยียบ
อยู่บนสองโลก มีเพื่อนพ้องคนรู้จักทั้งสองฝั่งก็เปิดโอกาสให้เห็นอะไร
มากทีเดียว

ผมพบว่ามนุษย์เรานี่ช่างชอบแบ่งแยก พวกเขา/พวกเรา จริงๆ ครับ แม้กระทั่ง
เรื่องไม่เป็นเรื่อง หรือในวงการเล็กจ้อยอย่างนักเขียน ส่วนใหญ่ก็
มักจะมองว่าพวกตัวเองดีกว่า หยิบยกบรรยายคุณสมบััติทางฝั่งตนว่าดีและยัด
เยียดให้อีกฝ่ายไม่ดีเสีย ตัวอย่างเช่นทางสายวรรณกรรมจัดๆ ก็คิดว่าแนว
คนอ่านเยอะ ขายดีไร้สาระ ไม่มีคุณค่า หรือคนเขียนสร้างงานเพื่อเงินไม่มีจิต
วิญญาณศิลปินแท้จริงบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการคิดเองเออเอง เข้าใจผิด
ตัวอย่างเช่นการบอกว่าสร้างงานแบบไม่มีจิตวิญญาณศิลปินนี่

ผมก็งงว่าจะไปวัดกันตรงไหนยังไง คือถ้าคุณชอบเขียนแนวสะท้อนสังคม
แต่นักเขียนอีกคนเขาชอบเขียนแนวนิยายรักล่ะ เขาสนใจเรื่องนี้ เขาก็เขียนออกมาจากรสนิยม
จิตวิญญาณเขาจริงๆ แล้วคุณจะไปบอกว่าเขาไม่ศิลปินจริงได้ยังไง หมายความว่า
ต้องเขียนแต่เรื่องซีเรียสสังคม การเมือง ฯลฯ อะไรทำนองนี้อย่างเดียวเหรอ
ถึงจะเป็นศิลปินจริงๆ ถ้าอย่างนั้นทั้งโลกก็คงต้องมีหนังสืออยู่แนวเดียว

ในทางตรงกันข้ามสายบันเทิงขายดี ผมก็เคยได้ยินเพื่อนพ้องสายนี้ดูถูกพวก
วรรณกรรมซีเรียสว่าเขียนอะไรก็ไม่รู้ อ่านไม่รู้เรื่อง ไม่บันเทิง น่าเบื่อ หรือมีแต่
คำสวยฉวัดเฉวียนแต่จริงๆ แล้วไม่มีใครเขาอ่านหรอก มีแต่คุณค่ารางวัลอย่าง
เดียวแต่อ่านไม่สนุกจริงๆ ในเชิงหนังสือ อันนี้ก็ถือเป็นการตัดสินด้วยความใจแคบ
อีกอย่างเพราะความจริงแล้ว หนังสือแนวรางวัลแต่อ่านสนุกหรือเพลินก็มีเยอะ
ครับเพียงแค่ทดลองอ่านดู มันก็เหมือนหนัง Oscar นั่นแหละ ได้รางวัลไม่
จำเป็นว่าต้องไม่สนุกจริงไหม

สรุปก็คือผมรู้สึกว่ามนุษย์เรามักเผลอจัดแบ่งประเภท พวกกู/พวกมัน อะไรทำนอง
นี้มากเกินไป กระทั่งเรื่องไม่จำเป็นนี่ขนาดไม่ต้องพูดถึงประเด็นใหญ่อย่างการเมือง
เลยนะครับ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ก็รู้กันอยู่ว่าหนักหนาแค่ไหน ซึ่งไอ้การแบ่งฟาก
ดูถูกคนนอก คนอีกกลุ่มเนี่ย ปัญหาคือมันทำให้จิตใจและการมองโลกเราแคบด้วย
เท่าที่สังเกตมา หลายครั้งเราเชื่อมั่นตามกลุ่มที่เลือกสังกัด ตัดสินอย่าง
ตื้นเขินมองเพียงเปลือก และไม่พยายามทำความเข้าใจสิ่งที่แตกต่าง หรือ
พยายามสรรหาข้อมูลเพิ่มเติม เรียกได้ว่าขาดโอกาสในการพัฒนาตัวไปอีกขั้น

เล่าไปเล่ามายาวอีกแล้ว ก็เป็นแง่มุมหนึ่งในชีวิตศิลปินที่ผ่านพบมา
และอยากแบ่งปันเล่าให้ทุกคนฟัง

เอาเป็นว่า ขอปิดท้ายด้วยการบอกว่า อยากให้ทุกคนเปิดใจ เปิดกว้างเอาไว้
ครับ ถ้าไม่จำเป็นจริงก็อย่าไปตัดสิน จัดกลุ่มแบ่งแยกเขา/เราเลย
เพราะมันปิดโอกาสในการเรียนรู้ พัฒนาตัว จิตใจเรานั่นแหละที่จะปิดกั้น
จำกัดตัวเองโดยไม่รู้ตัว

ผมคงไม่โลกสวยขนาดบอกว่าโลกใบนี้จะหมดสิ้นการแบ่งแยก แต่เราไม่จำ
เป็นต้องกระเหี้ยนกระหือสร้างมันมากขึ้นโดยไม่จำเป็นก็ได้
SHARE
Writer
Pongwut
writer
เป็นนักเขียนที่มีผลงานตีพิมพ์ราว 70 เล่ม ทั้งสายวรรณกรรมเข้มข้นควบคู่กับงานเชิงพาณิชย์ เป็นผู้ได้รับรางวัลทางวรณกรรมจากหลายเวทีเช่น พานแว่นฟ้า สุภาว์ เทวกุลฯ ตะวันส่องอะวอร์ด นายอินทร์อวอร์ด เซเว่นบุ๊คส์อะวอร์ด มีผลงานบางชิ้นได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ ล่าสุดในปี 2015 เป็นผู้เข้ารอบสุดท้ายซีไรต์อะวอร์ดจากนิยายเรื่อง 'ประเทศเหนือจริง'

Comments

ButZ
6 years ago
คนชอบเปรียบเทียบกันตลอดเวลา เหมือนชิงดีชิงเด่นทั้งๆ ที่บางทีสองฝ่ายนั้นไม่ได้ต่างกันเท่าไร(ก็ดีกันคนละแบบแหละ #โลกนี้งดงาม )
ถ้าสิ่งไหนคิดเหมือนกันมีเหมือนกัน ก็จะเป็นพวกเดียวกัน
ถ้าคิดต่างเห็นต่างก็จะกลายเป็นอีกฝ่าย
แต่ก็มีอีกสองกลุ่มที่ไม่สนใจ กับกลุ่มที่หาจุดพอดี

ปล. รู้สึกเหมือนเขียนสรุปเลย --"
Reply
Pongwut
6 years ago
ดีครับ ช่วยกันสรุป 555
imonkey7
6 years ago
รู้เขารู้เรา.....ดูถูกเขา อวยเรา....

โลกนี้อยู่ยาก....แต่มันก็พอๆกับเมื่อก่อนละครับ

ไม่ว่ายุคไหน มนุษย์ก็ สืบสกุลมาจากอดีตอยู่ดี..
Reply
Pongwut
6 years ago
แน่นอนว่าพฤติกรรมแบบนี้ก็จะอยู่กันไปเรื่อยๆ บางทีเราทำได้แค่เตือนตัวเองกันครับ ไม่ให้หลงทำจนเกินไป
Twin
6 years ago
มนุษย์เราชอบเปรียบเทียบ ซึ่งบางครั้งการเปรียบเทียบมันก็ไม่ได้เลวร้าย
มันอาจทำให้เราเห็นมุมมองในหลายด้านทั้งของงานของเรา
และงานของเขาที่เราไม่ทันสังเกตมาก่อน

แต่มนุษย์ส่วนใหญ่กลับชอบนำตัวเอง ชีวิตตัวเอง คติธรรมของตัวเอง รวมถึงผลงานตัวเอง
ไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ชีวิตคนอื่น คติธรรมของคนอื่น และผลงานของคนอื่น

โดยพยายามหาขอด้อยของคนอื่นให้เจอเพื่อเหยียบอีกฝ่ายให้ตกต่ำลง และตนดูสูงส่งขึ้น
มากกว่าจะนำมาเพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเอง สังคมมันช่างสีเทานัก...

ป.ล. ชอบบทความพี่จังเลย ขอบคุณที่เขียนออกมาให้ได้เห็นมุมมองดีๆแง่คิดดีๆในสังคมค่ะ :)
Reply
Pongwut
6 years ago
ยินดีที่ได้แบ่งปันความคิดกันครับ เอาเป็นว่าจะเขียนไปเรือ่ยๆ ว่างๆ ก็แวะมาเยียมเยือนกันได้นะครับ
Dormilona
6 years ago
เป็นสาย (พยายาม) เขียนนิยายรักค่ะ แล้วตอนนี้กำลังพยายามทำตัวเป็นสายซีเรียสอยู่ 555
เราเคยไปงานเวิร์กช้อปสำนักพิมพ์นิยายรักค่ายหนึ่ง วันนั้น คุณกิ่งฉัตรกับคุณปิยะพร ศักดิ์เกษมมาด้วย จำไม่ได้ว่านักเขียนท่านไหนพูดนะคะ ท่านพูดราวๆว่า นิยายรักก็เหมือนขนมหวาน ในโลกนี้มีหนังสือเรื่องหนักๆเป็นอาหารหลักแล้ว มันต้องมีของหวานบ้างสิ เพื่อให้โลกนี้ไม่หดหู่เกินไป ประมาณนี้นะคะ ขอออกตัวก่อนเลยว่า จำไม่ได้หมด 555

เรานึกว่าเราเป็นคนเดียวเสียอีก ว่าทำไม โลกชอบแบ่งแยกจัง เดี๋ยวแมส เดี๋ยวฮิปสเตอร์ นิยายรัก หรือสะท้อนสังคม
มันก็แค่รสนิยมของคนๆนึง ไม่ได้เป็นตัวตนของๆคนนั้นซะหน่อย

ปล. ขอโทษนะคะที่เผลอพิมพ์ยาวมาก 555
Reply
Pongwut
6 years ago
ดีแล้วครับ มาช่วยกันออกความคิดเห็น แลกเปลี่ยนกัน
murmurman
6 years ago
มันเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่ชอบแย่งแยกอะไรเป็นสองฝ่าย เมื่อก่อนผมเล่นดนตรีแนวอินดี้มักชอบทับถมพวกวงที่เล่นกลุ่มเพลงตลาด 555 คือตัวGu นะถูกต้องแล้ว มั่วแต่เปรียบเทียบจนเหนื่อยกาย เรากลับย้ำตอก ลืมมองสาระหลัก นี้ผมพูดหลงประเด็ดไปป่าว เอาเป็นว่าชอบบทความพี่มากๆครับ ติดตามต่อไป
Reply
Pongwut
6 years ago
ขอบคุณที่มาติดตามกันนะครับ ดีใจที่แวะมาออกความคิดเห็นกัน