Episode 002 - ภาพลวง ความผิดพลาด จากการอวยความสุดโต่ง
หลายปีที่ผ่านมา ผมสังเกตเห็นความผิดพลาดอย่างหนึ่ง
ในระบบความคิดและการนำเสนอของสื่อไทย โดยเฉพาะ
แนวสร้างแรงบันดาลใจ ไม่ว่าจะเป็นบทความหรือบทสัมภาษณ์
ตัวอย่างผู้ประสบความสำเร็จก็คือ มักชอบสร้างสตอรี่ดราม่า
ให้ค่ากับความ "สุดโต่ง" มากเกินไป

สุดโต่งที่ว่าก็อย่างเช่น...เราอาจจะเปิดบทสัมภาษณ์ของใครสักคน
แล้วเจอตัวอักษรหนา Quote เสี้ยวหนึ่งมาว่า "ชีวิตมนุษย์มันสั้น
อย่าไปกลัวอดตาย ทำตามความฝันเลย อย่าไปคิดเรื่องหากินหรือเงิน
ทองมากนัก" พร้อมภาพศิลปินคนนั้นนั่งอยู่กลางสตูดิโอรายล้อม
ด้วยผลงานเท่ๆ ชวนให้คนอ่านจิ้นฟินกันไปว่าชีวิตดี๊ดี

หรือเรื่องเล่าเริ่มต้นประวัติประเภทว่า...ศิลปินคนนี้ทุ่มเททำงานศิลปะ
บริสุทธิ์เต็มที่ ไม่กลัวอดตายในทีี่สุดจึงประสบความสำเร็จได้รางวัลใหญ่

เรื่องเล่าประเภทว่า....บิลเกต กับสตีฟ จ๊อปเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย แต่
คิดค้นสินค้าระดับโลก เป็นเศรษฐีหมื่นแสนล้าน ในขณะคนเรียนเก่งกลับ
เป็นได้แค่ลูกจ้างเขา

เรื่องเล่าประเภทว่า....ประวัติสมัยหนุ่มของศิลปินคนดังที่อวดอ้างว่าไม่
สนใจเข้าเรียน เดินเข้าห้องบรรยายแค่สองหน ตอนมีคนดังในสายงานที่ตัวเอง
สนใจมาบรรยายที่มหาลัยเท่านั้น จนโดนปรับตก ไม่เคยได้รับปริญญา แต่สุด
ท้ายตอนนี้ก็ประสบความสำเร็จอยู่ดี

เรื่องเล่าประเภทแปลเนื้อหามาครึ่งๆ กลางๆ ทำนองว่า...บริษัทใหญ่อย่าง
กูเกิิ้ลไม่สนใจเกรดหรือปริญญา วัดกันที่่ความสามารถอย่างเดียว ผิดกับ
บริษัทแบบไทยสนใจเรื่องปริญญา

5-6 ตัวอย่างที่ผมยกมาข้างต้นนั่นแหละครับ คือเสี้ยวหนึ่งของ
การอวยความสุดโต่ง ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากของสื่อในสังคมไทย
(อาจจะรวมถึงโลกใบนี้ด้วย) ที่ถ้าถอดรื้อโครงสร้างออกมาแบจะมอง
เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีการประกอบต้น - กลาง - ปลาย อย่างซ้ำ
ซากไม่ต่างจากนิยายแนวสูตรสำเร็จสักชิ้น

รูปแบบจุดร่วมเดียวกันคือการยกตัวอย่างคนประสบความสำเร็จสักคน
เล่าประวัติหรือแนวคิดว่าเขาไม่ทำอะไรตามสูตร มาตรฐานสังคมทั่วไป
เช่นควรตั้งใจเรียนก็ต้องโดดเรียนซะ...คนเราต้องหากิน ต้องมีเงินจ่าย
ค่าน้ำค่าไฟค่าบ้านก็กลายเป็นบอกว่าไม่ต้องสนเรื่องเงินซะ ให้ทำงาน
แนวบริสุทธิ์แม้จะไม่มีเงินกิน ปิดท้ายด้ายการบอกว่าเห็นไหมจะประสบ
ความสำเร็จเอง

กบฏ...แกะดำ...เด็กหลังห้อง...สุดโต่ง...แต่สุดท้ายก็ชนะ คนอ่าน
คนรับสารก็ฟินและฮึกเหิม คิดเอาไปปฏิบัติตามบ้าง

แต่ปรากฏว่า 90% ขึ้นเลียนแบบแล้วดันเจ๊ง
ไม่เห็นดี๊ดีอย่างตัวอย่างเลย ทำไมตูลาออกจากงาน
มาผ่านมา 6 เดือนแล้วมีแต่เงินหมดวะ ผลงานอิสระก็
สร้างไม่ได้สักชิ้น ขายไม่ออกอีกต่างหากเล่นเอามึนปนเงิบกันไป

โถ่เอ๊ย! มันก็แน่สิ เพราะคุณไม่เข้าใจความเป็นจริงของโลกด้วยซ้ำ
เอาแบบนี้ลองตั้งสติและวิเคราะห์ทีละจุด คุณจะมองเห็นจุดอ่อน
ความบกพร่องของถ้อยคำ แนวคิดสุดโต่งเน้นสวยพวกนี้ได้ไม่ยาก
ว่ามันเป็นเพียงแค่เปลือกสินค้า

ยกตัวอย่างเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ

1.มันเป็นการเอาผลลัพธ์เป็นตัวตั้ง แล้วจากนั้นค่อยโยงขุดไปหาสาเหตุ
ซึ่งหลายครั้งไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย

เช่นบางคนอาจจะประสบความสำเร็จเพราะโชคดีมีคนอุปถัมภ์ได้เงินมาก้อน
ใหญ่หรือมีคนชวนลงทุนในธุรกิจที่ดีตอนวันเกิดอายุ 30 ดังนั้นจริงๆ แล้วเรื่องที่เขา
จะตั้งใจเรียนหรือไม่ตั้งใจเรียนแทบไม่เกี่ยวกับผลลัพธ์เลย จุดสำคัญมันอยู่ตรงจังหวะ
วันที่อายุ 30 ดังนั้นบางทีการยกประวัติย้อนหลังหลายครั้งจึงเป็นเพียงแค่การสร้าง
สีสัน ภายใต้แนวคิดว่าสำเร็จแล้วสามารถพูด เอาอะไรมาตกแต่งประกอบรอบๆ ก็ได้

2.หลายครั้งผู้เล่าโกหกและบิดเบือนความจริง หรือเล่าไม่หมด

ยกตัวอย่างเช่น ผมเคยเห็นคนประกอบอาชีพแนวศิลปินบางคน
ที่ตอนนี้โด่งดังแล้ว มีช่องทางหากินหรือรางวัลการันตี อาจจะ
กล้าพูดถ้อยคำโอ่อ่าประเภท "ในชีวิตนี้ผมไม่ต้องง้อใคร หรือผม
ไม่เคยสนใจอะไรนอกจากศิลปะบริสุทธิ์ งานเพื่อเงินผมไม่ทำหรอก"
แต่ปรากฏว่าถ้ารู้จักกันจริงๆ จะรู้ว่าหลายปีก่อนช่วงที่เขายังไม่โด่งดัง
อาจจะเที่ยวเดินไหว้ ของาน ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนพ้องในวงการ
ทำทุกอย่างเพราะไม่มีกิน แต่มันอาจดูไม่เท่ ปัจจุบันเลยเปลี่ยนประวัติ
ตัวเองเสียเลย แบบนี้ก็มีอยู่ไม่น้อย คนมารับข่าวสารเอาตอนหลัง
ก็ไม่มีทางรู้ ไม่เข้าใจ เชื่อไปเสียว่าเขาทำตัวแบบนั้นมาตลอด

หรือเคยเจอบางคน ผลงานได้ออกเพราะญาติเป็นโปรดิวเซอร์ ทำงาน
ในบริษัทหรือป้าเป็นบ.ก อะไรแบบนี้ก็มีนะครับ แต่พอให้สัมภาษณ์สื่อ
ไม่มีเล่าหรอก เอาแต่บอกว่าแค่ทำตามความฝัน แค่เสร็จและส่งเฉยๆ
ตามระบบสุดท้ายก็ได้เอง สร้างฝันกันไป

3.หลายครั้งคุณหยิบยกเนื้อหาเพียงแค่บางส่วนและไม่เข้าใจมันจริงๆ

สตีฟ จ๊อป - บิล เกต สองคนนี้เก่งจนความรู้เกินกว่าวิชาเรียน หรือถ้าต้อง
เรียนตามระบบมันไม่ทันใจเขาแล้ว จึงรีบออกมาสร้างตัวทำของตัวเองเขาเป็น
แบบนั้นอยู่แล้ว ไม่ใช่เป็นเด็กเรียนไม่เก่ง ขี้เกียจ เรียนไม่รอดออกๆ มาก่อน
แล้วถึงค่อยมาเก่งทีหลัง

หรือกูเกิ้ลที่คนชอบอ้างกันว่าไม่ดูปริญญา เกรดการเรียน คุณเคยไปหาอ่านบท
วิเคราะห์หรือรายละเอียดบริษัทอย่างชัดเจนนอกเหนือจากบทความแปลไทยเกร่อๆ
ที่แชร์กันทั่วไหมว่าผู้บริหารและพนักงานจำนวนมาก มาจาก MIT หรือ Harvard
มหาวิทยาลัยระดับ Top 10 ของโลกทั้งนั้น เขาไม่ดูเกรดจริง แต่ในความหมายว่า
แค่ปริญญาและเกรดระดับดีๆ น่ะมันเป็นแค่ของ Basic ที่ต้องมีอยู่แล้วถ้าคิดจะมาสมัคร
มันต้องมีอะไรมากไปกว่านั้นอีก ไม่ใช่ความหมายเดียวกับเรียนไม่จบ หรือเกรดห่วย
ก็มาสมัครได้

4.สุดท้ายคุณลืมว่า คุณไม่ใช่เขา มนุษย์แต่ละคนไม่เหมือนกัน

บางคนอาจพล่ามว่าตัวเองไม่ตั้งใจเรียน สนใจเฉพาะดนตรี ทำวงแต่งเพลงเท่านั้น
ยังมีช่วงเวลาเสียคนเล่นยา เที่ยวเตร่ว่างงานไปวันๆ คุณคิดว่านี่แหละสุดๆ ต้อง
ทำตามเขาบ้าง ทำแต่สิ่งที่อยากทำ ขอโทษลืมดูรายละเอียดหรือเปล่าครับว่าถ้า
ไอ้หมอนั่นมันถูกส่งไปเรียนอยู่นิวยอร์คและว่างงานได้เป็น 2-3 ปีโดยไม่ต้องทำอะไร
มันก็คงบ้านรวยตั้งแต่แรก มีทุนอยู่แล้ว เทียบกันพ่อแม่คุณยังผ่อนหนี้บ้านรถ น้อง
ก็เรียนไม่จบ ต้องเบียดบนรถเมล์ เกาะสองแถวกลับบ้านอยู่เลย ทำเหมือนกันมันจะ
รอดไหมล่ะ?

5.โชค จังหวะ Timing อันนี้มันมีจริงและมันไม่ซ้ำกันทุกคน

คิดได้หลังกดลงไปล่ะ เติมอีกข้อ คือไอ้คนที่มันทำอะไรสุดโต่งและสำเร็จมันก็มี
จริงครับไม่ใช่ไม่มี แต่คุณเคยได้ยินไหมคำว่า Timing is Everything จังหวะคือ
ทุกสิ่ง หรือคุณจะเรียกว่าโชคก็ได้ บางคนมันทำอะไรไปแล้วได้ดี ก็ต้องเป็นตอนนั้น
เฉพาะเขาคนนั้นเท่านั้น จังหวะไทม์มิ่งนี่มันไม่ใช่สินค้าโรงงานประเภทปั้มออกมา
ใช้กันได้ทุกคนครับ ยกตัวอย่างง่ายๆ วงอย่าง Nirvana มาออกเทปเป็นวงหน้าใหม่
ในปี 2015 จะเป็นตำนานเหมือนสมัยปี 1991 ไหมล่ะ แค่นี้ก็ไม่เหมือนกันล่ะ

ไอ้ความสุดโต่ง ทำอะไรด้วยใจ (ทักษะไม่มา) ไม่มีลิมิตชีวิตเกินร้อย(ที่เหมาะ
เป็นสโลแกนสินค้าเท่านั้น) ผมว่าเรื่องทำนองนี้สร้างปัญหาให้สังคมไม่น้อยเลย
บางทีส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะมันดูเก๋เท่และสร้างเรื่องให้สื่อสารขายง่ายดี
แต่ดันทำให้คนขาดสติ ไม่คิดทำอะไรให้รอบคอบ

ถ้าคนรับสารอย่างเราๆ เชื่อโดยไม่ระวัง ไม่ตริตรองมันก็แย่
อ้อ ข้อดีก็มีอยู่บ้างหรอก คุณจะได้ช่วยเป็นเหยื่อให้คนที่หยิบความสุดโต่ง
เหล่านี้มาขายร่ำรวยต่อไปไงครับ

แต่ถ้าไม่อยากจบแบบนั้น จงคิด วิเคราะห์ มีสติและลงมือทำอะไร
โดยสร้างเส้นทางของตัวเองครับ อย่าไปคิดเชื่อหรือเลียนแบบใคร
อย่างมักง่าย

เพราะเชื่อเถอะครับ ไอ้ความคิดแบบนี้ เรื่องแบบนี้ มันจะถูกนำมาขาย
รีรันกันต่อไปตราบชั่วฟ้าดินสลายแน่นอน
SHARE
Writer
Pongwut
writer
เป็นนักเขียนที่มีผลงานตีพิมพ์ราว 70 เล่ม ทั้งสายวรรณกรรมเข้มข้นควบคู่กับงานเชิงพาณิชย์ เป็นผู้ได้รับรางวัลทางวรณกรรมจากหลายเวทีเช่น พานแว่นฟ้า สุภาว์ เทวกุลฯ ตะวันส่องอะวอร์ด นายอินทร์อวอร์ด เซเว่นบุ๊คส์อะวอร์ด มีผลงานบางชิ้นได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ ล่าสุดในปี 2015 เป็นผู้เข้ารอบสุดท้ายซีไรต์อะวอร์ดจากนิยายเรื่อง 'ประเทศเหนือจริง'

Comments

Request
4 years ago
เป็นบทความที่สะท้อนสังคมได้อย่างชัดเจน ชอบครับ (จากทที่ไม่เคยอ่านบททความมมเลย)
Reply
Pongwut
4 years ago
ด้วยความยินดีครับ เอาไว้ว่างๆ มาติดตามตอนหน้าได้
deksoke
4 years ago
เหมือนแต่ละคนพยายามที่จะเด่นจะดังมาก เพราะค่านิยมสมัยนี้เน้นไปที่ความอู้ฟู้ฟู้มเฟือยมีของดีๆใช้แต่ไม่มีเงินกินข้าว
Reply
Pongwut
4 years ago
ยุคนี้คนยึดถือเปลือกกันเยอะทีเดียว
Pharkpoom
4 years ago
ผมเองเกือบหลงไปเหมือนกันครับ คิดได้อีกที ทำงานประจำให้มันดีก่อน แล้วค่อย ๆ เติบโตไปดีกว่าครับ 555
Reply
mr_tawan
4 years ago
เรื่องของ Google นี่พาร์ทที่ดังในบ้านเราจะเป็นเรื่องของการไม่คัดเกรดคนและมหาวิทยาลัย แต่ว่าถ้าไปอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับ Google (เช่น How Google Works อันนี้มีแปลไทยครับ) จะเห็นว่ามันมีอะไรมากกว่านั้นมากครับ


ใน How Google Works ฉบับภาษาไทย (ชื่อไทย "คิดอย่างผู้นำ ทำอย่าง Google" ซึ่งไม่ค่อยสื่อเท่าไหร่) ที่เขียนโดยอดีต CEO Eric Schimdt และเจ้าหน้าที่ระดับสูง Jonathan Rosentberg หน้าที 148 เรื่อง "การสัมภาษณ์เป็นทักษะที่สำคัญที่สุด" ในบท "จ้างคนเก่ง -- ภารกิจสำคัญที่สุดที่คุณต้องทำ" เขียนว่า "ใบแสดงประวัติย่ออาจบอกว่าผู้สมัครงานคนนั้นจบจากสถาบันการศึกษาชั้นยอด ได้เกรด 3.8 เอกวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และเป็นนักวิ่ง แต่การสัมภาษณ์จะบอกให้คุณรู้ว่าเขาคนนั้นเป็นคนน่าเบื่อที่ไม่เคยมีไอเดียของตัวเองมานานแล้วหรือเปล่า"

นั่นคือที่บอกว่า Google ไม่ได้รับคนจากเกรดหรือสถาบันการศึกษานั้นเป็นเพราะว่ามันบอกอะไรไม่ได้

จริง ๆ มันมีอีกบทนึงซึ่งผมจำไม่ได้ (ออกตัวว่าผมยังอ่านฉบับภาษาไทยไม่จบ แต่ผมอ่านฉบับภาษาอังกฤษจบไปตั้งแต่มันออกใหม่ ๆ ซึ่งก็เกือบปีแล้ว น่ะครับ) ที่บอกแม้กระทั่งว่า คนที่ทำเกรดได้สูง ๆ มักจะเป็นพวกที่ชอบเอาชนะ เป็นพวกที่ไม่ทำงานเป็นทีม ทำดีเอาหน้า และเข้ากับคนอื่นไม่ได้ (อันนี้เกิดจากระบบการศึกษาของประเทศเขาล่ะนะครับ) ซึ่งผมก็เคยทำงานกับพวกเกียรตินิยมมาบ้างก็เคยเจอคนแบบที่เขาว่าจริง ๆ (แต่ไม่ใช่ทุกคนนะครับ) ดังนั้นที่ว่าคนที่เกรดสูง ๆ ไม่น่าทำงานด้วยเนี่ยมันก็จริงระดับหนึ่ง

แต่ที่สำคัญกว่าคือ Google มีระบบการทดสอบแคนดิเดตที่ละเอียดกว่าบ.อื่น ๆ (เพราะจำนวนคนสมัครเยอะมาก) ซึ่งความสามารถทางเทคนิคสามารถทดสอบได้ด้วยบททดสอบง่าย ๆ อยู่แล้ว (Google เป็น บ. ด้านเทคโนโลยีและจ้างเจ้าหน้าที่เทคนิคจำนวนมาก) ดังนั้นเกรดจะดีหรือไม่ดี เมื่อผ่านการทดสอบแล้วเราก็จะคัดคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งงานได้ระดับหนึ่ง และการสัมภาษณ์ก็สามารถคัดกรองได้อีกระดับหนึ่งเหมือนกันครับ

ดังนั้นที่ว่าเกรดดี/ไม่ดีไม่มีผลเนี่ยก็ใช่นะ เพราะสุดท้ายแล้วทุกคนก็จะถูกคัดกรองใหม่ด้วยระบบของ Google เอง
Reply
mr_tawan
4 years ago
เรื่องของบิลล์เกตส์ นั้น คนก็มักจำแค่ว่า เขาเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ เกิดจากการที่ดันไปเรียนนิติศาสตร์ (จำไม่ได้ว่าพ่อเป็นคนขอให้เรียนหรือเปล่า เพราะว่าพ่อเป็นทนายความ) เรื่องไม่ลับที่คนไทยไม่ค่อยรู้อีกอย่างคือ บิลล์เกตส์เขียนโปรแกรมเป็นบ้าเป็นหลังตั้งแต่เป็นนักเรียน เขาขโมยโรงเรียนใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเขียนโปรแกรม จนโรงเรียนเป็นหนี้มหาศาล (สมัยนั้นเป็นแบบ Time Sharing ซึ่งราคาแพงมาก) แล้วในช่วงเรียนเขาก็ทำงานกับบริษัทคอมพิวเตอร์แล้วนะครับ (บ.เล็ก ๆ และเจ๊งไปหลังจากนั้นไม่นาน) ตอนเขาออกจากมหาลัยนั่นคือเขาเขียนคอมไพล์เลอร์ขายแล้วนะ (BASIC)

คือพูดง่าย ๆ ว่า ในขณะที่คนส่วนใหญ่ศึกษางานจากการเรียนมหาวิทยาลัย บิลล์เกตส์เรียนตั้งแต่ประถม และศึกษาต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ มันไม่ใช่แบบที่พวกขี้แพ้เรียนไม่จบมาพูดกันว่า "เรียนไม่จบก็ทำได้" แต่มันคือ "ทำได้ตั้งแต่เรียนไม่จบ" ต่างหาก

อย่าเอาบิลล์เกตส์ เอาสตีฟจ๊อปมาอ้างว่า เขาเรียนไม่จบก็ยังประสพความสำเร็จได้ คนพวกนี้เรียนทางอ้อม ศึกษาด้วยตัวเอง การเรียนมหาวิทยาลัยเป็นการลดเวลาการเรียนลง เรียนจากสิ่งที่มีคนพิสูจน์ว่าถูกมาแล้ว มันง่ายกว่าการเรียนด้วยตัวเองเยอะครับ แล้วไอ้คนที่แค่เรียนทางตรงยังไม่ได้จะไปเทียบตัวเองกับคนที่เดินทางอ้อมแต่ถึงเส้นชัยก่อนเนี่ยมันก็ดูจะไม่สมควรเท่าไหร่นะ

ทั้งนี้ถ้าการเดินทางตรงมันไม่ใช่วิถีจริง ๆ ก็ไปเรียนทางอ้อมแบบพวกเขาก็ได้ ถ้าทำแล้วสำเร็จก็ขอชื่นชม แต่ที่ผมเห็นหลายคนคือหยุดเดินซะดื้อ ๆ แล้วก็เอาแต่พูดว่าเรียนไม่จบก็สำเร็จได้ ... มันไม่ใช่หรอกครับ
Reply