10: พูดถึงการออกแบบของนาย Chip Kidd
วันนี้ขอพูดเรื่องที่ผมค่อนข้างให้เวลากับมันก็คือเรื่องของการ Design

เร็วๆนี้ผมได้ฟังเรื่องของคนที่ทำงานด้าน Book design อย่าง Chip Kidd ใน TED TALK ซึ่งหัวใจหลักของการออกแบบปกหนังสือนั้นคือการสร้าง First Impression ให้ผู้อ่านหยิบหนังสือออกมาเปิดอ่าน เขาเล่าว่าเราสามารถแบ่งการออกแบบได้เป็นสองแบบ

แบบแรกคือ Clarity หรือเครื่องหมายตกใจ ! หมายถึงการทำให้กระจ่าง ชัดเจน เพียงแค่เราใช้สายตาโฉบไปแค่30วินาทีเราก็สามารถบอกได้ว่าสิ่งๆนี้ต้องการสื่ออะไรโดยใช้พลังสมองเพียงแค่น้อยนิด
ส่วนอีกแบบก็คือ Mystery หรือเครื่องหมายปริศนา ? ซึ่งหมายถึงการทำให้สื่อนั้นๆดูเป็นปริศณา โดยผู้อ่านจะต้องใช้เวลาในการตีความหมายของสื่อนั้นๆเสียก่อน ถึงจะสามารถเข้าใจความหมายที่ต้องการจะสื่อได้ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่เชิงจะเป็นปริศนาที่ไม่มีคำตอบให้ซะทีเดียว แต่จะเน้นการทำให้เราเพลิดเพลินไปกับมันเป็นหลัก โดยที่เราเอาสายตาของเราโฉบไปที่สื่อนั้นๆแล้วเราถูกดึงดูดความสนใจของเราไปจนหมด ซึ่งพอเราเข้าใจว่าสื่อต้องการสื่อสารอะไรกับเรา เราก็จะประทับใจสื่อนั้นๆและจดจำได้นาน ซึ่งมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความสนใจพื้นฐานของเรา

เราสามารถพบเห็นการออกแบบแนว Clarity ได้ทั่วไปเช่นบนเครื่องบิน จะมีใบที่บอกข้อควรปฏิบัติหากมีเหตุฉุกเฉิน ใบบอกทางออกในกรณีที่เครื่องบินเสียหาย สจ๊วจหรือแอร์ที่มาเต้นข้างหน้าเราเอ้ย สอนการปฏิบัติเมื่อเกิดกรณีฉุกเฉินนั้นเอง
หรือในโรงหนัง ก่อนที่หนังจะฉายจะมีคลิปอธิบายทางออกฉุกเฉินกรณีที่เกิดเหตุไฟไหม้ รวมไปถึงป้ายบอกทางต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นอย่างมากที่จะสื่อสาร
เพราะถ้าหากว่าสิ่งเหล่านี้ขาดความชัดเจนและเข้าใจยาก อาจจะนำไปสู่ความลำบากในการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ได้เลยทีเดียว
เช่นป้ายบอกทางในกรุงเทพ เดิมทีก็มองหายากอยู่แล้ว ถ้าเกิดว่าเขาออกแบบใหม่ให้แฟนตาซีกว่าเดิม ไฟกระพิบเหมือนต้นคริสต์มาสหมุนไปหมุนมามันก็ไม่ใช่

นอกจากป้ายเตือนหรือข้อควรระวังแล้ว ยังมีการออกแบบแนว Clarity ที่เราพบเห็นได้ตามท้องถนนนั้นก็คือป้ายBillBoardต่างๆตามท้องถนนนั้นเอง ถ้าหากว่าป้ายBillBoardนั้นถูกออกแบบให้เข้าใจได้ยาก ใช้เวลาหลายนาทีเพื่อทำความเข้าใจอาจจะทำให้เงินลงทุนทำป้ายBillBoardนั้นเสียเปล่าไป หรือไม่ก็ไปรบกวนสมาธิผู้ขับขี่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

ตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับ Clarity คือป้ายหาเสียงของพรรคเลือกตั้งต่างๆ มีรูปภาพหน้าตรงยิ้มที่มุมบาง มีชื่อตัวใหญ่ๆชัดๆ มีเบอร์เด่นๆ เรามองแปปเดียวก็ได้ข้อมูลข่าวสารที่ครบถ้วน ซึ่งก็เป็น Clarity ที่ดี

มีสิ่งนึงที่เหมือนจะเป็น Clarity สำหรับเรา แต่สำหรับคนต่างชาตินั้นไม่ใช่เลยนั่นก็คือป้ายบอกทางบนรถไฟฟ้าว่าเราอยู่สถานนีไหน ไปไหนต่อ ซึ่งสำหรับคนที่ขึ้นบ่อยๆนั้นอาจจะไม่เป็นปัญหา แต่สำหรับต่างชาตินั้น ผมจะเห็นพวกเขาถามทางตลอดว่า สนานนีนี้อยู่ไหน ไปยังไง หรือคนต่างจังหวัดที่ไม่ค่อยได้ใช้รถไฟฟ้า(แม้แต่คนเมืองเองยังแอบงง) ก็มาถามผมบ่อยๆว่าไปยังไง ทั้งๆทีมีป้ายบอกทางทั้งหลังบัตร และในรถไฟฟ้า แต่ก็ยังไม่สามารถสื่อสารได้ดีพอ

ส่วนการออกแบบแนว Mystery นั้นจะพบได้ตามปกหนังสือ โฆษณาViralต่างๆ หรือภาพศิลปะต่างๆก็ถือว่าเป็น Mystery ได้เช่นกันโดยการออกแบบแนว Mystery จะไปกระตุ้นต่อมความอยากรู้ของเราให้เรากระซิบเบาๆในหัวว่า นี่อะไรเนี่ย.. ก่อนที่จะกระซิบกับตัวเองอีกครั้งหลังดูจบว่า อ๋อ...อย่างงี้นี้เอง หรือถ้าสื่อทำออกมาได้ดีมากก็จะกระซิบเพิ่มว่า โคตรเจ๋งเลย...

ตัวอย่างนึงก็คือการออกแบบรูปแบบการสื่อสารในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองโดยทั้งฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายอักษะ ก็ต่างคิดค้นรูปแบบตัวอักษรลับเพื่อใช้ในการสื่อสารเกี่ยวกับแผนการรบ ซึ่งฝ่ายฝ่ายอักษะได้ประดิษฐ์เครื่อง Enigma ขึ้นมา ซึ่งต่อมาก็โดนนายAlan Turingแกะได้หมด ทำให้ฝ่ายอักษะพ้ายแพ้ไป

อีกตัวอย่างของ Mystery ก็คือโฆษณาของไทยประกันชีวิตซึ่งตอนที่ดูครั้งแรกเราก็ไม่รู้ว่ามันคือโฆษณาอะไรเราก็นั่งดูความความอยากรู้ผสมกับดราม่าหน่อย น้ำตาคลอนิดนึงจนกระทั้งถึงตอนท้ายที่ตัวโฆษณาบอกว่าไทยประกันชีวิต เราก็กระซิบกับตัวเองเบาๆว่า อ๋อ... โคตรซึ้ง

และตัวอย่างที่ Chip Kidd ชอบพูดถึงนั้นก็คือหนังสือนั้นเอง (แน่นอน เพราะงานของเขาคือออกแบบปกหนังสือ) เช่นหนังสือต่างๆที่เราพบได้ตามร้านหนังสือเช่นสำนักพิมพ์ abook จะออกแบบหนังสือให้ดูแล้วสดใส รู้สึกที่สบายผ่อนคลาย หากเราต้องการหาหนังสือแนวนี้เราก็จะสะดุดกับหนังสือของสำนักพิมพ์นี้ไม่ยาก
หรือจะเป็นหนังสือวรรณกรรมเยาวชนอย่างแฮรี่ พอตเตอร์นั้นมีการออกแบบปกตามเนื้อเรื่อง อย่างเช่นภาคแรกเราจะเห็นว่ามีเด็กใส่แว่นกำลังขี่ไม้กวาดจับลูกบอลมีปีก ซึ่งดูแล้วหากเราสนใจหาหนังสืออ่านเล่นซักเรื่อง เราคงไม่พลาดที่จะหยิบเล่มนี้อย่างแน่นอน

นอกจากสองแบบที่กล่าวมาแล้ว ด้วยเหตุผลบางประการ เราก็จะเห็นการออกแบบแนว Mixing ก็คือการผสมทั้ง Clarity และ Mystery ลงไปซึ่งสองสิ่งนี้มันจะเกิดพร้อมกันไม่ได้และทำให้การออกแบบนั้นไร้ความหมายไปในที่สุด
จ่าเฉย คงเป็นตัวอย่างที่ดีในกรณีนี้เหตุผลที่เกิดจ่าเฉยออกมานั้นคือการเตือนให้ผู้ขับขี่นึกถึงกฏหมาย นึกถึงตำรวจ อย่าขับรถเร็วอะไรก็ว่าไป แต่จ่าเฉยมีลักษณะที่เป็น Mystery มาก ผมแน่ใจว่าคนที่เห็นจ่าเฉยครั้งแรกนั้น หลายคนคงมึนงงไปซักพักใหญ่ รูปปั้นของชายตัวสูงผิวเหลืองฝันขาวทำท่าวันทยาหัตถ์ไป ยิ้มไป เพื่อ ...

... อืม ช่างมัน ...แล้วก็ขับรถต่อไป...

=====================
ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ :D
=====================
SHARE
Written in this book
Life of CloudStory
เรื่องราวของต่างๆที่ผมเอง ได้ประสบพบเจอ อาจจะเป็นความคิดในหัวของผม หรือเป็นสิ่งที่ผมอยากจะแบ่งปันให้คนอื่นได้อ่านกัน ติดตามกันได้นะครับ :D
Writer
CloudStory
Developer
Having a curiosity, The little boy decide to find out the answer.

Comments