งานเยอะ ไม่มีเวลา หรือไม่มีการจัดการที่ดีกันแน่
ผมเป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง ที่มีความใฝ่ฝันว่าอยากมีอิสระภาพ จากการทำงาน (เงินด้วยนะ) ในวงจรเดิม ๆ ที่ทำอยู่ทุกวัน เพราะอะไรหนะหรอครับ เพราะว่าช่วงหลัง ๆ มานี้ผมรู้สึกว่าผมใช้เวลาในการทำงาน ทำงาน ทำงาน และทำงาน ดูเหมือนว่ามันจะใช้เวลาเยอะเกินไป จริง ๆ การทำงานเยอะ ๆ มันดีนะครับมันฝึกให้เราคิด วิเคราะห์ แยกแยะ และตกผลึกเป็นประสบการณ์อันเปี่ยมล้น รอให้เรากลั่นออกมาเป็น Resume ที่มี Skill ยาวเป็นหางว่าวเหมือน Super resume ใน Jobtopgun 555 นี่มันเป็ดนี่หว่า !!!! เข้าเรื่องกันดีกว่า

ผมเองทำงานตำแหน่งพัฒนาระบบ ไอที หรือ โปรแกรมเมอร์นั่นหละครับ ที่บ่นมาซะยาวก็เพราะว่ามันเป็นต้นเหตุให้ผมต้องมานั่งคิดอย่างจริง ๆ จัง ๆ ซักที่ว่าวิธีการ หรือกระบวนการในการทำงานของผมมัน หลุดกรอบอะไรไปหรือเปล่า เอะ !!! กูไม่เคยมีกรอบเลยนี่หว่า 555
จริง ๆ แล้ว กรอบมันก็มีอยู่แหละครับ ก็อาศัยอ้างอิงตามหลักการที่เราเรียน และทำมันมาตลอด 3-4 ปีโดยไม่รู้ว่ามันดีจริง ๆ หรือเปล่า รวมถึงความห้าวหาญ ความกระหายงานนั้นก็อยากทำ งานนี้แม่งก็อยากทำ ประมาณว่าไอเดียบรรเจิดอะ หรือบางอารมณ์แม่งกลับกันเลยครับ ขี้เกียจ 555 เอองงกับชีวิตมั้ยหละครับ

ที่ผมมาแพล่มนี่เหมือนจะเป็นเรื่องขำ ๆ นะแต่การทำงานที่การจัดการมันไม่ดีหรือมันไม่พอดีเนียะ พอมันเหนื่อยขึ้นมามันก็เป็นข้ออ้างให้เราท้อแท้ หรืออยากเปลี่ยนสถานที่ สภาพแวดล้อมเลยเหมือนกัน ผมก็เลยต้องมานั่งคุ่นคิดว่า เอ ..... เราพลาดอะไรไปหรือเปล่า และพอสรุปออกมาได้ว่าอะไรที่เราตกหล่นไปบ้าง ซึ่งมันก็น่าจะมีประมาณนี้อะนะ

1. การศึกษาความน่าจะเป็น หรือความคุ้มค่า หรือประโยชน์ของงานที่ทำ งานทางด้านเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเอาไปใช้กับหน่วยงานใหน ก็มักจะเชิดหน้าชูตาให้กับหน่วยงานนั้น ๆ อยู่บ้างและบางทีผมนี่ก็ชอบคิดว่า งานนี้เราก็ทำได้ งานนั้นเราก็ทำได้ ไอเดียบรรเจิด พอรับมาแล้วก็มาชนกับงานในมือ....
2. ระยะเวลานาน ทำให้เราตายใจว่าจะไปเร่งทำส่วนนั้้นส่วนนี้ในช่วงเวลานั้นเวลานี้ แล้วใส่งานที่รับเข้ามาใหม่นี่แหละแทรกเข้ามาทำก่อนก็ได้ โดยไม่ได้วิเคราะห์เจาะลงไปในรายละเอียดว่า งานก่อนหน้าที่ต้องใช้เวลาเยอะ ๆ มันมีรายละเอียดเชิงลึกอะไรบ้าง และถ้าต้องทำเองทั้งหมดจะต้องใช้เวลาในการศึกษาส่วนที่เราไม่รู้ และมองไม่เห็นอีกเท่าใหร่
3. ใช้เวลานานเกินไปกับการแก้ปัญหาในส่วนที่เราไม่มีความรู้ ข้อนี้มันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย จริง ๆ นะ เพราะข้อดีก็คือเราได้แวะไปศึกษาสิ่งที่เราไม่รู้ แต่ข้อเสียคือมันทำให้เวลาที่เรากะ ๆ ไว้หนะมันพังหมด เสียหมด
4. เริ่มขี้เกียจ พองานมันเริ่มรุมเร้าก็เริ่มเซ็งซิครับ ทำเอาสองมือน้อย ๆ ของผมนี่สั่นคลอนเลยครับ เห็นเพื่อน ๆ เขาไปสังสรรค์ ออกกำลังกายกันบ้างหละ ดูหนังวันพุธบ้างหละ
5. เรื่องการสื่อสาร อันนี้ก็สำคัญ ถึงแม้หลาย ๆ ครั้งผมจะพยายามตื่นตัว แต่ถ้า เจ้าของงานเขาไม่ติดไม่ตาม คนลงมือมันก็ขี้เกียจตามเหมือนกัน 555 พอได้เข้าไปลงรายละเอียดบางทีภาพกว้างของงานเราก็ดูไม่ทั่ว อันนี้จริง ๆ นะ ถึงต้องมีตำแหน่งที่คอยดูงานในระดับต่าง ๆ ยังไงหละ
6. ความอินดี้ เอ้ยน่าจะเรียกได้ว่าความไม่ต่อเนื่องสม่ำเสมอ ของความตั้งใจในการที่จะควบคุมวิธีการทำงานให้เสร็จลุล่วง เอ... ก็เรา เก็บข้อมูลเอง คิด วิเคราะห์ ออกแบบ และลงมือทำเองนี่หว่า....
7. เรื่องวัฒนธรรมอื่น ๆ อันนี้ซับซ้อนเกินบรรยาย

และสิ่งที่ผมลองวิเคราะห์ออกมาทั้งหมดนี่ บางข้อมันก็แก้ไขได้ด้วยตัวผมเองนี่แหละ หรือบางข้อมันก็น่าจะมีบรรยากาศ หรือกรอบการทำงานที่เป็นระบบมาควบคุมซักหน่อยน่า คิด ๆ ๆ แต่ที่แพล่มมาทั้งหมดมันก็ยังไม่มีงานใหนที่ล้มเหลวนะ คิคิ แม่งมีแต่ล้มเลิกไปก่อน ฮา ๆ ๆ แถมได้ skill การต่อเวลาจากเจ้าของงานเขาด้วย ฮา ๆ ๆ จะดีใจดีมั้ยเนียะ....

บ่น ๆ เอาไว้เผื่อวันหนึ่งจะเป็นเจ้าคนนายคน ....
ปล. ช่วงนี้ลิขสิทธิ์เยอะ ขอโปรโมทตัวเองละกัน 555
SHARE
Writer
dreamtofind
writer
ผมเป็นนักพัฒนาระบบซอฟแวร์ ที่มีความมั่นใจในตัวเองต่ำ แต่เชื่อมั่นในตัวเองสูง ผมไม่ได้หวังจะเปลี่ยนแปลงสิ่งรอบข้าง ผมเพียงแค่จะปรับปรุงตัวเองเพื่อสิ่งรอบตัว... ผมพยายามที่จะเขียนเล่าเรื่องราว ที่ได้ผ่านเข้ามาในชีวิตการทำงาน ไอเดียที่ได้พูดคุยกับคนรอบข้าง เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต ทั้งการพัฒนาตัวเอง การลงทุน และเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผมสนใจ บางเรื่องผมจะใช้คำพูดที่ดูหยาบนิด ๆ เพื่อให้เห็นภาพผมบ่น เพราะผมเองชอบอ่านเรื่องราวที่ไกล้เคียงกับเรื่องเล่า อ่านแล้วมันสนุกดี เห็นภาพดีนะ คุณว่ามั้ย...

Comments