สมุดพกที่ไม่น่าพก
มันเป็นช่วงระทึกใจ ณ วินาทีที่หญิงสูงวัยผมดำสลับขาวสวมแว่นกรอบทอง ผู้ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษายื่นสมุดพกแจกทุกคนในห้อง ม.1/3 ไล่ตั้งแต่เลขที่ 1 เรื่อยไป

แม้เวลาจะผ่านไปไม่ถึง 15 นาทีนับจากคนแรก แต่ก็ไล่มาจวนถึงครึ่งทางแล้ว
ในห้องมีนักเรียน 60 คน ผมเลขที่ 47

เราไม่ได้อยู่กันที่ห้องเรียนเหมือนครั้งก่อน หากแต่เรามากระจุกตัวกันที่มุมหนึ่งของสนามฟุตบอลติดกับเสาธง เรานั่งกันที่พื้นสนาม ขณะอาจารย์ยืนหอบสมุดพกเต็มแขนอยู่หน้าเรา ส่วนพ่อแม่ผู้ปกครองของเรานั้น ก็ล้วนแต่นั่งกันเป็นหย่อมๆ ตามม้านั่งไม่ไกลจากเรานัก เพื่อรอลุ้นผลงานของลูกชายตัวเอง (โรงเรียนชายล้วน)

เพื่อนเลขที่ก่อนหน้าผมที่ได้รับทราบตัวเลขบนสมุดพกแล้ว บางคนยิ้มอารมณ์ดี บ้างกำหมัดดีใจเหมือนศูนย์หน้าพังประตูคู่แข่งได้ในเกมฟุตบอล มีบ้างเหมือนกันที่สีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงออกถึงอารมณ์ใดๆ และมีไม่น้อยที่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ

...ผมภาวนาว่าตัวเองจะไม่ใช่อย่างหลัง

อาจารย์ที่ปรึกษายังไม่อนุญาตให้นักเรียนออกจากแถวไปไหนได้ แม้แต่คนที่รับสมุดพกไปแล้วก็ตาม พ่อแม่หลายคนเลยทนรอไม่ไหว ตะโกนถามลูกชายตัวเองว่าสอบได้ที่เท่าไหร่ ได้เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่เสียงดังให้แซดไปหมด

ถ้าหากตัวเลขที่ลูกเขาตะโกนกลับไปเป็นตัวเลขที่ดูดีนั้น พ่อแม่ของเด็กคนอื่นที่อยู่ใกล้เคียงกันก็จะทำทีชื่นชม “เก่งจังเลยนะคะ” พ่อแม่ของเด็กเทพเจ้าเหล่านั้นก็จะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างภาคภูมิ พลางถ่อมตัว “โอ๊ย ไม่หรอกค่ะ” แต่ในใจอาจพูดว่า “ก็แหงสิ ลูกฉันก็ต้องเก่งเหมือนฉัน”

ตอนเรียนเราคงแข่งขันกันด้วยเกรดเฉลี่ย ตอนทำงานเราคงแข่งขันกันด้วยราคาเงินเดือน แต่พอได้เป็นพ่อเป็นแม่คนแล้วต้องแข่งขันกันด้วยลูกใช่ไหม

ผมหันหน้าไปมองแม่ที่นั่งอยู่ตรงม้าหินติดพุ่มไม้ไม่ไกลนัก แม่ยิ้มให้ผมหนึ่งที ผมยิ้มกลับไปให้ แต่เป็นรอยยิ้มแห้งๆ เพราะแม่กำลังนั่งอยู่ข้างๆ กับแม่ของเด็กเรียนคนหนึ่ง ผมได้ยินเขาตะโกนบอกแม่เขาว่าสอบได้ที่ต้นๆ ได้เกรด 3 กว่าๆ เกือบจะแตะเลข 4

"เลขที่ 47"
เสียงอาจารย์ที่ปรึกษาปลุกผมจากภวังค์

ผมลุกขึ้นไปรับสมุดพกปกสีเหลืองมาถือไว้ ยังไม่กล้าเปิดดู อาจารย์ที่ปรึกษาทำสีหน้าแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเป็นพิเศษ แจกผมเสร็จก็รีบแจกเลขที่ต่อไปทันที

ระหว่างทางเดินเพียงไม่ถึงสิบก้าวเพื่อกลับมานั่งที่ตัวเอง ด้วยความอยากรู้อยากเห็นถึงขีดสุด ผมจึงเปิดพลิกไปที่หน้ากระดาษเกรดวิชาต่างๆ ของ ม.1 เทอม 2 นี้ พร้อมถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนอ่าน

เรามีเรียนกัน 15 วิชา วิชาเลือกของเราคือ วิทย์-คณิต-อังกฤษ ตัวเลขที่เรียงรายอยู่นั้น แม้จะไม่มีเกรด 0 ให้ผวา แต่ผมกลับพบเกรด 1 รูปร่างผอมๆบางๆ ละลานตาไปหมด เกรด 2 และ 3 ประปราย โดยไม่มีเกรด 4 แม้แต่ตัวเดียว ใจผมเริ่มสั่น ไล่สายตามาจนถึงบทสรุปสุดท้าย

ผมได้เกรดเฉลี่ย 1.62 สอบได้ที่ 60 นักเรียน 60 คน
ผมสอบได้ที่โหล่!
สมุดพกไม่น่าพกเลย

..
..
ผมกลับมานั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนด้วยจิตใจของคนบอบช้ำและหวาดกลัว ใจเต้นระรัว ปวดหัวราวกับว่ามันจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ ภาพวันคืนที่ผ่านมาสลับสับเปลี่ยนวนเวียนฉายอยู่ในหัว พยายามสืบค้นต้นตอของตัวเลข 1.62 ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวหนักกว่าเดิม

“นี่แสดงว่าทุกคนรอบตัวกู เก่งกว่ากูงั้นหรือวะ”
ผมถามตัวเองในใจ พลางมองไปที่เพื่อนๆ ที่นั่งรายล้อมอยู่

และเหนือสิ่งอื่นใด รังสีอำมหิตของหญิงวัยกลางคนได้แผ่ซ่านมาจากม้าหินตรงพุ่มไม้ ผมเงยหน้าเพ่งสายตาขึ้นจ้องมอง เห็นแม่ของเด็กเรียนคนนั้นยิ้มให้ นั่นต้องเป็นรอยเย้ยหยันแน่ๆ สักพักใบหน้าแม่เพื่อนก็กลายเป็นภาพเบลอ โฟกัสของสายตาปรับภาพผู้หญิงคนถัดไปให้เด่นชัดขึ้น ชัดขึ้น

แม่ผมตะโกนถามว่าผมสอบได้ที่เท่าไหร่
ผมแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน!

อาจารย์แจกสมุดพกครบทุกคนแล้ว และปล่อยให้นักเรียนแยกย้ายไปหาพ่อแม่ โดยจังหวะที่ผมต้องลุกเดินไปหาแม่ที่รอลุ้นอยู่นั้น ในหัวผมเต็มไปด้วยคำถาม

ทำไมต้องเรียนเทอมละ 15 วิชา
ทำไมต้องมีเกรดเฉลี่ย
ทำไมต้องสอบวัดผล
ทำไมข้อสอบไม่ถามว่าตอนนี้เพลงอะไรขึ้นชาร์ต Hot Wave อันดับ 1
ทำไมสิ่งที่คนอื่นตัดสินเราจะทำให้แม่ต้องเสียใจ

เกรดพวกนี้อาจจะเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระในอีก 10 ปีข้างหน้าก็ได้ แต่การที่ผมทำให้แม่ต้องเสียใจมันคงฝังใจผมไปตลอดชีวิต...

ผมยื่นสมุดพกให้แม่ไปแบบมือสั่นๆ
แม่รับไปเปิดดู
ผมกัดฟันหรี่ตามองแม่ รอลุ้นว่าแม่จะพูดอะไรออกมา.
SHARE
Written in this book
เฮ้ย อย่าดิ
ผมจำได้ว่ามันเป็นวันจันทร์ ที่ผมเพิ่งตัดผมทรงนักเรียนหัวเกรียนมาใหม่ๆ ผมเป็นเด็กหงอที่มักถูกแกล้งอยู่บ่อยๆ และครั้งนี้ก็ไม่รอด... เพื่อนหัวโจกเดินเข้ามาเบิ๊ดกะโหลกเกรียนอย่างจัง จนมันดังแป๊ะ! จังหวะนั้นผมโมโหสุดขีด จึงโต้ตอบมันด้วยการพูดเสียงจ๋อยๆ ว่า... เฮ้ย อย่าดิ
Writer
NickyPP
writer
มีเรื่องมาเล่าให้ฟัง facebook.com/nickyppth

Comments

KIDDEEMAN
4 years ago
เดี๋ยวนี้โรงเรียนส่วนใหญ่ไม่มีการจัดลำดับนักเรียนแล้ว...แต่ก็ยังมีผู้ปกครองบางคนที่ลูกเรียนเก่ง พยายามถามว่าลูกได้ที่เท่าไหร่ทั้งที่เกรดได้ 3.5 ขึ้นอยู่แล้ว เพื่อจะให้ลูกภูมิใจว่าเก่งกว่าคนอื่น แต่ความดีไม่ได้วัดที่ผลการเรียนใช่มั้ยครับ
Reply
NickyPP
4 years ago
แสดงว่าเดี๋ยวนี้ดีกว่าแต่ก่อนเยอะเลย ผมว่าอนาคตข้างหน้าเกรดเฉลี่ยจะไม่มีค่าอะไรเลยครับ ความสามารถ,ประสบการณ์,ศีลธรรม น่าสนใจกว่ากันเยอะเลย ^^

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะครับ
Jaoa
4 years ago
ไม่พูดค่ะ ยิ้มอ่อน ลูบหัวแผ่วเบา แล้วก็หัวเราะพร้อมส่ายหน้านิดๆ...น้องชายเราก็เรียนไม่เก่ง แต่เค้าต่อหุ่นยนต์และโมเดลเก่งอย่าบอกใคร อ่านหนังสือตะกุกตะกัก แต่อุปกรณ์อิเล็คโทรนิคนี่พลิ้วเชียว เก่งกว่าพี่มันตั้งเยอะ แฮ่ๆ
Reply
NickyPP
4 years ago
ใช่ครับ คนเราไม่จำเป็นต้องเก่งเรื่องเดียวกันนี่ครับ ณ วันนี้งานที่ผมทำก็คืองานที่ต้องติดตามชาร์ตเพลงเหมือนตอนนั้นที่ชอบเด๊ะ ไม่เกี่ยวข้องกับวิทย์คณิตอะไรสักนิด ฮ่าๆๆ / ขอบคุณที่อ่านนะครับ ^^
Mediary
4 years ago
ถ้าไม่ได้ ที่โหล่ อาจจะไม่รู้จัก ความรู้สึกนี้
และถ้าไม่ได้สัมผัส ฟิลลิ่ง ที่ว่า รู้สึกไม่ดี
ก็คงไม่มีบทความนี้เช่นกัน
โหล่ในสมุดพก
แต่ได้โล่ โหวต ใน storylog :D
Reply
NickyPP
4 years ago
บางทีนี่อาจเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่า ขอบคุณนะครับ ^^
passwayofwind
4 years ago
ดูจากสกิลการเขียนแล้ว น่าจะเป็นคนมีความสามารถแต่ขี้เกียจเรียน และเรียนแบบปล่อยๆมากกว่า

//เรานี่ ติด 0 เลยก็มี
Reply
NickyPP
4 years ago
ขอบคุณสำหรับคำชมนะครับ ^^
// จริงๆเทอมอื่นก็ 0 ประปรายนะครับ แต่ไม่ยักได้ที่ 60 ฮ่าๆๆ
passwayofwind
4 years ago
อ้าว สมาคมไข่ต้ม เหมือนกันนี่นา
Loveson
4 years ago
ไม่ได้ที่โหล่แต่ติดกลุ่มอันดับท้ายๆตอน ม 4 เกรดเท่านี้เลย. เราจบม สามจากโรงเรียนขยายโอกาส โชคดีได้มาเรียนโรงเรียนประจำจังหวัด ก็ไม่ได้เสียใจอะไรน่ะ คิดว่าเราทำดีที่สุด ล้วตอนนั้น. ต้นทุนชีวิตต่างกัน
Reply
NickyPP
4 years ago
^_^