ฉันย้ายจากสายศิลป์ มาเรียนวิทย์ แล้วสอบเข้านิเทศ
คุณ คุณ หยุดขำรูปก่อน 555 คือแบบไม่รู้จะหารูปไหนมาลงดี รูปนักเรียนเลยละกัน เห็นพัฒนาการเนอะ เข้ามาแบบเบบี้แฟต ยุคกลางคือไร แสกกลาง! แต่จบท้ายโอเคนะ ดูเป็นผู้เป็นคน อะ เข้าเรื่องดีกว่า

ผลแอดมิชชั่นปี 58 ประกาศแล้ว ปีนี้ที่หนึ่งของประเทศเลือกเข้า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (คณะนี้ดี มีรุ่นพี่สวย - กรุณาอย่าอ้างอิงรูปตอนเป็นนักเรียน โอเคมะ) ขอแสดงความยินดีกับน้องนะครับ แล้วก็ยินดีเข้าไปอีกที่คุณพ่อคุณแม่ของน้องเปิดโอกาสให้น้องได้ตัดสินใจและได้เรียนในสิ่งที่น้องสนใจและต้องการ

คือก้องนี่ สอบเข้าเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ด้วยความชอบภาษา ก็เลือกเรียน ศิลป์-ภาษาฝรั่งเศส และตลอดสองเทอมที่เรียนนั้น ทั้งภาษาฝรั่งเศส(หลักและเสริม) และภาษาอังกฤษ(หลัก อ่านเขียน และฟังพูด) สี่หมดนะจ๊ะ เลิศเลอ

แต่ แต่ แต่ สิ่งที่โหยหาตลอดหนึ่งปีการศึกษาคือ แม่ขาหนูอยากเรียนเลข!

ตั้งแต่เด็กก้องชอบอยู่สองวิชา ภาษาอังกฤษ และ คณิตศาสตร์ (ดูไม่ค่อยไปด้วยกันได้เนอะ) ทีนี้พอเข้าเตรียมก็นึกว่าจะได้เรียนอีกภาษาเพิ่ม และจะได้เรียนเลขด้วย ไม่หาข้อมูลเลยว่าที่เตรียมเน้นภาษา ไม่มีเลขเลย (แต่มีวิทย์กายฯอยู่นะ)

ช่วงท้ายๆเทอมสอง ก็เลยคุยกับที่บ้าน ว่าจะขอย้ายไปเรียนสายวิทย์ ให้เหตุผลว่าจะเป็นหมอฟัน แรงอะ! ที่บ้านก็อนุมัติ การจะขอย้ายสายจากศิลป์มาวิทย์นี่ไม่ใช่จะทำเรื่องได้มะ ก้องก็สอบเข้าใหม่ในปีต่อมา และแน่นอนด้วยความสวย ก็สอบติดวิทย์-คณิต ที่โรงเรียนเดิม

มีความสุขมากกกกกกกกกกกก เพราะภาษาอังกฤษก็ยังได้เรียน และได้เรียนเลขแล้ว แถมมีฟิสิกส์ด้วย ชอบฟิสิกส์มาก สนุก เคมีก็พอไหว แต่ที่ไม่ได้เลยคือชีวะ (ถึงขนาดสอบกลางภาคได้คะแนนครึ่งเดียว และแน่นอน ที่โหล่ของห้อง) (ที่ไม่ได้เลยอีกวิชาคือ สังคม แหะๆ ไม่รู้ทำไม แต่ไม่ใช่ทางจริงๆ)

ขณะเรียน ม.6 ก่อนเอนทรานซ์ (สมัยก่อนเขาเรียกชื่อนี้นะ เกิดทันกันไหม) ก็ต้องเริ่มคิดว่าจะเข้าคณะไหนกัน แล้วไหนล่ะหมอฟัน ไม่เอาแล้ว นิเทศเล้ย อยากเป็นดารา (ไม่หาข้อมูลอีกละ คิดแค่ว่าคณะนี้สอนให้เป็นดารา)

ซึ่งเมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ก้องก็แปะใบสมัครไปสี่วิชาคือ นิเทศ บัญชี(บริหาร) บัญชี(บัญชี) และจิตวิทยา และด้วยความสวย(ที่มีมากขึ้น) ก็ติดนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็อนุมัติ (กราบขอบพระคุณทั้งสองท่านมา ณ ที่นี้)

กลับมาที่ผลแอดฯปีนี้ พอที่หนึ่งประเทศ ที่พ่วงดีกรีเป็นลูกคุณหมอ มาเข้านิเทศศาสตร์ เสียงชื่นชมจะไม่พูดถึงละกัน แต่ก็มีคนท้วงติง ตั้งคำถาม ก้องไม่ได้จะตอบแทนน้องเขานะ แต่จะขอตอบจากมุมมองของตัวเองที่ผ่านการคัดเลือกนี้มาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ว่า

1. อยากเข้านิเทศ แล้วจะเรียนวิทย์ เพื่อ?
(ย้ำอีกทีว่าตอบของตัวเองนะ) ก็อยากเรียนเลขอะ แล้วเรียนไปก็ได้ใช้นะ บางคนเถียงว่าอะแกใช้แคลคูลัสในการเรียนนิเทศหรือการแสดงตอนนี้ยังไง ก็ตอบว่าไม่ ไม่ได้ใช้แคล แต่ได้ใช้กระบวนการความคิดจากการฝึกแคล คณิตศาสตร์ฝึกให้ก้องคิดอย่างเป็นระบบ นอกจากนั้นวิชาอื่นๆ เช่น ฟิสิกส์ ก้องก็ใช้ในปัจจุบัน เล็งกล้อง เล็งแสง เล็งมุม ทำไงเราจะดูผอมสุดในกล้องในจอ 555 ทำไงหน้าจะไม่ตกไฟ หรือยืนตรงไหนไมค์จะไม่หอน และเราจะได้ยินเสียงจากมอนิเตอร์ได้ชัดที่สุดเวลาแสดงละครเวที
คือมันอยู่ที่เรา ว่าจะนำความรู้ที่เรียนมา มาใช้พัฒนาชีวิต พัฒนาการงานของเราได้อย่างไร

2. อยากเข้านิเทศ แล้วจะมาเรียนวิทย์ให้เหนื่อย เพื่อ?
เหนื่อยไม่เหนื่อยไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียน แต่ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ เรียนฝรั่งเศส Je ก็ peux parler francais bien นะ มาเรียนวิทย์ เลข ฟิสิกส์ เคมี ก็สี่ตลอด (ชีวะ สามสิคุณ 55) จบนิเทศก็เกียรตินิยม ชีวิตไม่ได้เป็นแบบในหนัง Sliding Doors จะได้เทียบได้ว่าแบบไหนเหนื่อยกว่า ก้องแค่เต็มที่เท่าที่ไหวกับทุกการเรียน
ก้องว่าคนที่เต็มที่ ไม่ว่าจะเรียนวิทย์หรือศิลป์เขาก็เหนื่อย เพราะเขาจะพยายามทำให้ดีที่สุดเสมอ

3. รักสบาย ก็เลยเลือกเรียนนิเทศ ง่ายๆ สนุกๆ
ในชีวิตไม่เคยคิดว่าเรียนหมอสบาย ไม่เคยคิดว่าเรียนวิศวะสบาย และไม่เคยคิดว่าเรียนนิเทศสบาย ยิ่งได้มาเรียนก็ยิ่งรู้ว่าไม่สบาย อย่างที่บอกว่าชีวิตไม่ใช่ Sliding Doors ก้องไม่รู้ว่าถ้าไปเรียนบัญชีก้องจะเหนื่อยกว่าไหม แต่เรียนนิเทศก็คือเหนื่อย มองไปถึงเพื่อนๆที่จบแบบเกรดเฉียดฉิว ก็เหนื่อยกันทุกคน
ส่วนใครมองว่าเด็กนิเทศเป็นนักกิจกรรม เวลาว่างเยอะ เอ๊ะ เวลาเราเยอะ หรือเราจัดสรรได้กันนะ นี่ นี่ มีอะไรจะบอก งานประกวดร้องเพลงที่ใหญ่ที่สุดของจุฬาอะ เด็กคณะแพทย์จัดนะจ๊ะ

4. นิสัยไม่ดีแย่งที่เด็กศิลป์
ค่านิยมประเทศเราคือเด็กวิทย์เก่งกว่าเด็กศิลป์ แต่ก้องขอบคุณโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่ทำให้รู้ว่าไม่จริง ที่เตรียม เด็กศิลป์ที่ชนะเด็กวิทย์เรื่องภาษามีถมเถ ที่นิเทศ เพื่อนร่วมรุ่นที่เข้ามาที่หนึ่งและจบไปด้วยคะแนนที่หนึ่งเหรียญทองก็เป็นเด็กสายศิลป์
สำหรับใครที่เลือกเองว่าจะเรียนสายศิลป์ ก้องพบว่าเขาไม่กลัวเลยว่าเขาจะโดนแย่งที่ เพราะเขาแน่จริง เขาทุ่มเท เขามีจุดหมาย และในที่สุดเขาก็ทำได้
ใครที่ต้องจำใจเรียนสายศิลป์ (ด้วยเหตุผลเช่นคะแนนน้อยแล้วไม่มีทางเลือก) แต่เต็มที่ ตั้งใจ ก็ทำได้เช่นกัน แต่กับคนที่เรียนแบบขอไปที เอาแค่ผ่าน ไม่ผ่านก็ซ่อมเอาเดี๋ยวก็ผ่าน ต่อให้เด็กวิทย์ไม่มาแย่งที่คุณ คุณก็สู้เด็กศิลป์ด้วยกันไม่ได้อยู่ดี
เช่นเดียวกับเด็กวิทย์หลายคน ที่ก็ไม่ได้ที่เรียนอย่างที่หวัง เพราะมีเด็กวิทย์ที่พร้อมกว่ามาแย่งที่ไป

เหนื่อยละ จบเหอะ ยาวมาก

ทำที่อยากทำ ทำที่คิดว่าจะดี แล้วทำให้เต็มที่
ถ้าเรามีสิทธิ์เลือก จงเลือก
ถ้าไม่มีสิทธิ์เลือก ก็ต้องทำใจ และพัฒนาตนเองเพื่อที่วันนึงเราจะมีสิทธิ์เลือก

ที่แน่ๆ ณ ตอนนี้ เรามีสิทธิ์เลือก ว่าจะใช้ชีวิตอย่างที่เป็นมา หรือจะทำชีวิตให้ดีกว่าเดิม

เหย จบเก๋ .... หรอ ^^
SHARE

Comments

padej678
4 years ago
เก่งมากครับ พี่ตือ เอ๊ย คุณก้อง :)
Reply
Pani
4 years ago
หนูเพิ่งรู้ตัวตอนจบป. ตรีมาแล้ว ว่าหนูอยากเรียนวิเคราะห์รายการโทรทัศน์ (แต่จบวิทยาศาสตร์สุขภาพมาแล้วซะงั้น) แต่ก็เลือกที่จะมีความสุขกับสิ่งที่เราเป็น และทำในสิ่งที่ชอบก็ได้ใช่มั๊ยคะ
#แฟนจิกหน้าจอค่า
Reply
Pat_Blackdevill
3 years ago
ผมอ่านของพี่แล้วคือ ผมเจอมากัยตัวหมดเลย 5555 เรียนวิทย์คณิต แต่อยากเข้านิเทศจุฬา ก็มีแต่คนบอกว่า บ้าเปล่า แต่ผมก็แน่วแน่นะ ไม่ว่าใครจะว่าไรก็ตาม ความฝัน กับสิ่งที่ชอบ มันก็คล้ายกัน ขึ้นอยู่กับว่าเรามีความสุขกับมันเลย มันเลยทำให้ผมไม่แคร์คำพูดคนอื่น อ่านบทความพี่แล้ว ขอขอบขุณมากๆ ครับ ทำให้ผมมีกำลังใจที่จะเข้าให้ได้เลย 

Reply
Paintpicpak
1 day ago
เรียนช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันปีนึง รู้สึกยังไงคะ  ท้อรึป่าว
Reply
Paintpicpak
1 day ago
เรียนช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันปีนึง รู้สึกยังไงคะ  ท้อรึป่าว
Reply