ทดลองเป็นผู้ใช้แรงงาน
ก็นั่นเเหละ ตามชื่อเรื่องนั่นเเหละ
ช่วงสองวันมานี้เราได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมจิตอาสา สร้างบันไดขึ้นอุโบสถวัดป่าห้วยเม็ง อำเภอเเม่วาง เป็นสองวันที่ต้องเรียกหายานวด ยาแก้ปวด ซันบล็อก เพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามเเขน ขา ฝ่ามือ เอว ไปจนถึงสีผิวที่เข้มขึ้น 1-2 ระดับตามแบบเเถบวัดการ์นิเย
วันเเรก คนที่ไปมีจำนวนมากซะจนที่นั่งบนรถไม่พอ คนที่ขึ้นรถช้ากว่าต้องได้เกาะราวโหนตลอด 1 ชั่วโมงที่เดินทาง หนึ่งในคนที่จับราวโหนคือเราเอง ตกหลุมที กรี้ดที โค้งที กรี้ดที (กรี้้ดในใจนะ แต่แสดงออกด้วยการจับราวให้แน่นกว่าเดินเเละหลับตาปี๋) เมื่อถึงที่หมายทุกคนก็ได้รับหน้าที่ให้ "ร่อนดิน" เพื่อให้ได้ดินร่วน ดินเม็ดเล็กพอที่จะนำไปผสมสำหรับอัดขึ้นรูป
วันเเรกผ่านไปอย่างสนุกสนาน เพื่อนต่างคณะเฮฮาปาจิงโกะกันมาก ขนาดทำงานไปฟังเขาคุยกันไปยังหัวเราะตามเขา ได้จับจอบขุดดิน (ที่จริงที่บ้านก็ทำนานะ เเต่ไม่ได้ขุดดินลงมือทำเอง อย่างมากก็เเค่ขุดหลุมเล็กๆสำหรับปลูกต้นไม้ หรือพรวนดินให้ดอกไม้ เเค่นั้นเอง รอบนี้ถือว่าหนักเอาการอยู่) ทุบก้อนดินให้เเหลก ขนดินไปร่อนต่อ ท่ามกลางเเสงแดดที่สาดเข้ามาเเบบไม่เกรงใจ เหงื่อไหลเป็นสายเหมือนโดนสาดน้ำ ขากลับก็นั่งรถคันเดิมกลับนั่นเเหละ เเต่รอบนี้ได้นั่งนะ โหนไม่ไหว ปวดมือมาก ปวดจนมือสั่นระริกเวลาปล่อยมืออยู่เฉยๆ

วันที่สอง เปลี่ยนกลุ่มเพื่อน เซตนี้ไม่เฮฮาปาจิงโกะเท่าเซตเเรก แต่ก็ดี ทำให้เราเห็นนิสัยที่เเตกต่างกันของคนมากขึ้น คนทำงานก็ทำ คนหลบแดด เซลฟี่ก็นั่นเเหละ เออ เรื่องของเขา 5555 ต่อๆ วันนี้เราได้อัดดิน โดยการที่นำดินที่ร่อนเมื่อวาน มาผสมเข้ากับปูนเเละน้ำตามอัตราส่วนที่ช่างบอก เเละเอาไปอัดลงในแบบที่ก่อไว้ ซึ่งจะทำเป็นบันไดนาคสำหรับเดินขึ้นไปบนอุโบสถดิน จะบอกว่าเหล็กที่ใช้อัดดินคือโคตรหนัก หนักจนมือล้า แต่ก็สนุกดี เพื่อนที่เราอยู่ด้วยเป็นคนลุยๆ ถึงไหนถึงกัน ทำงานแบบไม่ออมแรง ไม่บ่น ขอชมจากใจเลย ชอบ :)

สองวันที่ผ่านมาเรียกได้ว่าทำเอาล้าพอตัวอยู่ (แต่ก็มีเเรงมานั่งพิมพ์นะ เออ) เเต่ก็ได้อะไรเยอะอยู่นะ จากคนที่ก็ไม่ได้ว่าเป็นคุณหนูอะไรขนาดนั้น เเต่ก็ไม่เคยทำงานหนักขนาดนี้ เขาว่ากันว่าสร้างบันได สร้างโบสถ์สร้างวัดนี่ได้บุญเยอะ แต่ก็ไม่รู้อะ ได้ไม่ได้ไม่รู้ เราก็ไม่รู้ว่าเยอะเเค่ไหนเเต่สิ่งที่เราคิดได้ และคิดว่าคงได้เยอะกว่าบุญ เอ๊ะ หรือนี่จะเป็นบุญ (บุญที่คิดได้) ก็คงจะเป็น

กลุ่มผู้ใช้เเรงงาน - คือเวลาไปทำงานก็ต้องนั่งอัดๆกันเป็นปลากระป๋องไปทำงานทุกวัน ห่อข้าวไป เย็นก็อัดๆกันบนรถกลับบ้าน กลางวันก็ต้องทำงานกลางเเดดเปรี้ยงๆ ยกของหนักๆ หรือบางคนที่ทำงานในอาคารก็ต้องทำงานเกี่ยวกับพวกของไม่พึงประสงค์ สารพิษ อะไรทำนองนั้น ก็ต้องยอมรับตรงๆเลยว่าเมื่อก่อนเราเคยมองกลุ่มผู้ใช้แรงงานว่า เฮ้ย มาทำไรในประเทศเรานักหนาวะ มาทำไมเยอะเเยะ มองเเยกส่วนว่า เขา-เรา เหมือนดูหนังประวัติศาสตร์มากเกินไปจนมองโลกแคบๆ หลังจากที่อาจารย์สอนให้คิดได้ ได้คลุกคลีกับแรงงานข้ามชาติมากขึ้น ได้สัมภาษณ์ ได้พูดคุย ก็ทำให้ทัศนคติของเราพลิกไปเลย จากที่มองในแง่ที่ไม่ดี ตอนนี้กลับมองว่าในบ้านเรามีสวัสดิการอะไรพอจะช่วยเหลือเขาได้บ้าง เพราะบางทีเขาถูกมองเเยกส่วนแบบที่เราเคยมอง พาลทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ หรือได้รับสวัสดิการไม่เพียงพอ ตลอดจนคุณภาพชีวิตก็ไม่ได้ดีอย่างที่คิด (ขนาดเราลองใช้ชีวิตเเบบนี้มาเเค่สองวันยังเเทบจะทนไม่ไหวเลย ฝ่ามือ ร่างกายนี่รา้วระบม) จริงๆแรงงานข้ามชาติ ยอมข้ามชาติเข้ามาเพื่อทำงานเเล้วส่งเงินไปจุนเจือครอบครัวที่บ้านเกิด อาจด้วยปัจจัยหลายๆอย่างที่ไม่เอื้อต่อการทำงานที่บ้านเกิด จึงต้องเข้ามาทำงานที่นี่ ถือได้ว่าเเรงงานข้ามชาติเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศก็ว่าได้ เพราะคนไทยเองไม่ค่อยยอมทำงานหนักขนาดนี้ จึงมีการจ้างเเรงงานเข้ามา จริงๆเราว่างานหนักขนาดนี้ไม่มีใครอยากทำนะ ร้อนก็ร้อน หนักก็หนัก เเต่ก็ต้องทำเพื่อต้องส่งเงินไปจุนเจือครอบครัว ..... เขาต้องยอมเเลกอะไรหลายๆอย่างเพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

จริงๆเเล้วการเป็นนักศึกษานี่ถือว่า "ชีวิตดี" นะ มีทั้งสวัสดิการ สิทธิพิเศษ ส่วนลดพิเศษนู่นนี่นั่น คุณภาพชีวิตดีกว่ามาก อย่่างช่วงกลางวันเราก็ได้นั่งเรียนในร่ม เรียนในห้องที่มีพัดลม มีเเอร์ บางคนอาจจะมีบ้างที่รับทำงานพิเศษ หรือหารายได้พิเศษ เเต่โดยส่วนมากแล้วก็ไม่ได้ทำงานหนักหนาสาหัสกลางเเดดเปรี้ยงขนาดนั้น ....

ขอบคุณประสบการณ์ในสองวันนี้
เราไม่รู้ว่าเราได้บุญได้กุศลมากมายมหาศาล(อย่างที่มีใครเคยบอกไว้) มากเเค่ไหน
เเต่เราขอบคุณที่ทำให้เราได้รู้ว่า ... โชคดีเเค่ไหนที่เราได้เป็น ได้ใช้ชีวิตอย่างทุกวันนี้
SHARE
Writer
Kimhunt
นักฝึกเขียน
passion ในชีวิตตอนนี้หลงเหลือแค่ passion fruit เท่านั้น

Comments

K_Chom
6 years ago
^^
Reply