ซาวน์แทรกของชีวิต
13 ปีของบอดี้แสลม มันคงมีเพลงบอดี้แสลมซักเพลงหนึ่งที่มันทำให้เราคิดถึงช่วงเวลาสำคัญในชีวิต รักครั้งแรก, อกหักครั้งแรก, ดูคอนเสิร์ตกับเพื่อน, โดดเรียนไปงานกิ๊ฟส์ศิลปากร และอื่นๆ อีกมากมาย ที่เราจดจำเป็นโมเม้นท์ (นี่แท็บจะก็อปมาจากจิราเบลแล้วเปลี่ยนสถานการณ์เอา)

แต่ชีวิตคนเราคงไม่ได้มีภาพที่สวยงามเสมอไป

ย้อนกลับไปสองถึงสามปีที่แล้ว ชีวิตของผมเข้าสู่จุดต่ำสุดอย่างรวดเร็วมาก แบบไม่ที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวมากก่อน จะเปลี่ยนให้เห็นภาพคงเป็นเหมือนนั่งกินอาหารทะเลอยู่ริมหาดทรายแสนสวยแล้วอยู่ๆ ฟ้าผ่าลงมากลางร้านแล้วพายุเข้ามาทันทีจนเราแทบจะไม่มีเวลานั่งกินปลาหมึกทอดกระเทียมกรอบอร่อย เพราะเอาเวลาทั้งหมดไปคอยหาที่กันฝน และหาอะไรมาเช็ดแว่น (ครับผมใส่แว่น และถ้าถอดแว่นจะเสียประสิทธิภาพในการมองเห็นไปกว่า 78 เปอร์เซ็นท์)

ชีวิตผมไม่เคยต้องเจอสถานการณ์นี้ ไม่รู้ว่าจะเตรียมรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นยังไง ไม่เคยเตรียมซ้อมรับมือกับหายนะ คือถ้าซ้อมมือมาบ้างก็คงจะเอาหมวกที่ติดร่มมาใส่ หรือเตรียมตัวไปหาที่หลบฝนที่ใกล้ที่สุด หรืออะไรก็ตามแต่ที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ผมทำได้เพียงเอาแว่นออกมาเช็ดแล้วใส่เข้าไปใหม่ (ที่ไม่ช่วยเหี้ยอะไรเลย) และก็นั่งบนหายทรายให้โดนทรายดูดตูดไปอย่างงั้น

ชีวิตแม่งพังทลายเหี้ยๆ

ผมเสียประสิทธิภาพในการตัดสินใจ และรู้สึกกดดันตัวเองมากๆ เวลาที่จะต้องตัดสินใจทำอะไรซักอย่าง ทั้งๆ ที่แต่ก่อนไม่เคยเป็นอะไรแบบนี้ ไม่เคยเป็นจนรู้สึกว่าตัวเองแม่งเป็นเผด็จการด้วยซ้ำ มิหน้ำซ้ำ โรคภัยไข้เจ็บทั้งที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้เข้ามาประดังประเดในช่วงเวลาเดียวกัน

แม้ว่าจะเคยจีบหมอ หรือมีน้องสาวเรียนหมออยู่ แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะสนิทสนมกับวงการแพทย์ขนาดนี้ ไม่เคยคิดว่าจะเข้าออกโรงพยาบาลได้หลายแผนกในวันเดียว ไม่เคยคิดว่าจะต้องเข้าเครื่อง CT SCAN มาก่อนในชีวิต ทำเทสด้วยการเหวี่ยงๆ แล้วพ่นลมใส่หู ให้ทรงตัวไม่ได้ ไม่เคยคิดว่าจะต้องนอนโรงพยายาลให้น้ำเกลือเพราะเราสูญเสียการทรงตัว คือหลายครั้งมานั่งคิดว่า "ทำไมต้องกูวะ"

แล้วพอคิดว่า "ทำไมต้องกูวะ" แม่งดีเพรสเลยครับทุกอย่างในชีวิตแม่งผิดไปหมด ทุกอย่างแม่งดูมืดมากและไม่มีทางออก พาลทำให้เป็นโรคต่างๆ นานาเพิ่มเข้าไปอีก แม่งชัดเลยว่าสภาพจิตใจนั้นมีผลต่อการใช้ชีวิตจริงๆ แม่งพังชิบหาย พังในระดับที่ขึ้นรถเมล์ยังไม่กล้า ออกจากบ้านแล้วสามารถที่จะเป็นโรคเหี้ยห่าอะไรก็ได้ในระหว่างเดินทาง แล้วต้องเข้าโรงพยาบาลไปฉีดยาให้น้ำเกลือ พินาศสัส

ประสิทธิภาพในการดำรงชีวิตของผมแม่งอยู่ในภาวะวิกฤติแแบบไม่เคยเป็นมาก่อน แม้ว่าจะออกไปทำงาน พบเจอผู้คน รับบรีฟ ถ่ายงาน คุยกับลูกค้า คุยกับทีมงาน แต่มันไม่ได้หมายความว่าชีวิตที่อยู่ภายในนั้นมันสมบูรณ์ เรากลัวและหวาดระแวงตลอดเวลาว่าเราจะเป็นอะไรแบบนั้นอีก เรานั้นทำตัวเองอยู่ในภาวะเสี่ยงตลอดเวลา เสี่ยงด้วยความคิด เสี่ยงด้วยความรู้สึกที่ไม่คุ้นเลย เสี่ยงด้วยความรู้สึกกลัว

ผมหาหมออยู่เป็นปี พยายามกลับมาใช้ชีวิตให้เป็นปกติ พยายามหาหมอให้น้อยลง ลดความเสี่ยงด้วยตัวเอง และมองหาคนรอบข้างมากขึ้น

ความกลัวที่เราสร้างขึ้นมาเพราะเรานั้นคิดว่าเรานั้นอยู่คนเดียว เราแม่งลืมคิดไปเสมอว่าเรามีชีวิตอยู่ได้ด้วยคนรอบข้าง เรามีพาร์ทเนอร์ที่ดีที่คอยช่วยเหลือเรามาตลอดตั้งแต่สมัยเรียน จนมาทำงานด้วยกัน ที่อยู่เคียงข้างคอยให้กำลังใจ คอยด่า คอยว่า คอยดึงสติเรากลับมา ให้อยู่กับร่องกับรอย และช่วยเราตัดสินใจในหลายๆ เรื่องทำให้เรานั้นลดความเครียดและความกดดันลง

เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลายๆ คนที่อยู่รอบข้างที่เราได้พบปะพูดคุยกันอยู่เรื่อยๆ ทั้งเรื่องที่มีสาระ และไม่มีสาระ คอยดูแลถามไถกันตลอด ออกไปแฮงค์เอ๊าท์กันบ้าง รวมไปถึงมีอะไรสนุกๆ ก็ชวนไปทำกันอยู่ตลอด

เหมือนกับว่าพอเราอยู่ในจุดที่ตัวเองนั้นล่มสลายลงไป เราก็มองเห็นความสำคัญของคนที่อยู่รอบข้างมากขึ้น คนรอบข้างที่อยู่กับเรามาโดยตลอดไม่เคยไปไหน มันคงเป็นเรื่องของสมดุลของชีวิต ที่มันต้องมีด้านที่ดีและร้าย

แม้ว่าวันนี้เราจะยังไม่รู้ว่ามรสุมเหล่านั้นมันหายไปจากชีวิตเราหรือยัง แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่าสิ่งที่เลวร้ายเหล่านั้นมันช่วยทำให้เราเห็นอะไรที่มันสวยงามในชีวิตเราบ้าง

ทุกคนที่อยู่ในชีวิตเราทำให้ชีวิตเรานั้นสมบูรณ์ไม่ว่าคนนั้นจะสำคัญหรือไม่ก็ตาม

บันทึกเอาไว้หลังจบคอนเสิร์ตบอดี้แสลม 13
31/05/2015
แพท


dharmajāti (ดัม-มะ-ชา-ติ) ≠ bodyslam「Official MV」
https://www.youtube.com/watch?v=egC2EP3YHB4
SHARE
Writer
patzh
Regista
Chamchuri Supporters / Bangkok

Comments