The North Face Thailand 2016 - บทเรียนจาก DNF ครั้งแรก
ขอเกริ่นเกี่ยวกับเรื่องที่ผมกำลังจะเล่าซักนิดนะครับ เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ของผมจากงานวิ่งเทรลงานหนึ่ง (วิ่งเทรล - จริงๆก็คือการวิ่งนั่นแหละ เพียงแต่ไม่ได้วิ่งบนพื้นถนนในเมืองเหมือนงานทั่วๆไป แต่เป็นการวิ่งบนภูมิประเทศที่แตกต่างออกไป เช่น ขึ้น-ลงเขา ทางลูกรัง เข้าป่าบ้าง ใครที่เคยเดินขึ้นภูกระดึงจะจินตนาการเป็นประมาณนั้นก็ได้ เพียงแต่งานนี้ไม่โหดขนาดนั้น)

สำหรับงาน The North Face 100 Thailand ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองของผม โดยครั้งที่แล้วได้วิ่งระยะ 25K และตั้งใจว่าในปีนี้อยากจะวิ่งในประเภท 100KM Duo (วิ่งเป็นทีม ทีมละ 2 คน และนำเอาเวลามารวมกันเป็นเวลารวมของทีม) หลังจากเปิดรับสมัครก็ได้สมัครไปอย่างที่ได้ตั้งใจไว้ แต่มีเหตุขัดข้องนิดหน่อยทำให้สมาชิกอีกคนในทีมของผมมาวิ่งในวันจริงไม่ได้ ผมเลยถามไปที่ผู้จัดงานว่าในกรณีนี้ผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร ทางผู้จัดตอบมาว่าในส่วนของผลการแข่งขันจะเป็น DNF (Did not finish) ผมรู้สึกเสียดายเล็กน้อย เลยเปลี่ยนความตั้งใจของการวิ่งครั้งนี้เป็นซ้อมวิ่งยาว ซ้อมการกิน วิ่งแบบไม่ต้องกดดันตัวเองก็แล้วกัน


หลังจากเปลี่ยนความตั้งใจ เลยต้องมาเปลี่ยนวิธีการวิ่งใหม่ โดยตั้งใจว่าจะวิ่งยังไงก็ได้ ให้หลังจากจบแล้วไม่มีอาการบาดเจ็บ และสามารถยังวิ่งต่อได้อีกหลังจากจบ โดยที่เวลาไม่ได้น่าเกลียดมาก (จริงๆแล้วแอบตั้งเป้าหมายในใจไว้ด้วยว่าอยากจบสนามนี้ด้วยเวลาต่ำกว่า 6 ชม. เพราะดูแล้วน่าจะเป็นไปได้ โดยอ้างอิงจากเวลาที่เคยวิ่งได้ที่งานทุ่งแสลงหลวงเทรล 42K ความชันสะสม 7xx เมตร ใช้เวลาไปประมาณ 4:20 ชม. เลยคิดว่ามาที่นี่ ต่ำกว่า 6 ชม.น่าจะพอลุ้นได้)

0 – 10K
ออกจากจุดสตาร์ทเวลา 5:15 น. พร้อมกับ 50K solo ชุดแรก อุณหภูมิตอนนั้น 19 องศา ท้องฟ้ายังคงมืดสนิท หลังจากเสียงแตรปล่อยตัวดังขึ้น ผมเปิด headlamp และวิ่งตามความเร็วของตัวเองไปเรื่อยๆ และมีสมาธิอยู่กับพื้นข้างหน้าตลอดเวลาเพราะทางค่อนข้างมืด ถ้าไม่ระวังอาจจะข้อเท้าพลิกได้ง่ายๆ ผมวิ่งไปได้ซักประมาณ 7-8 K เจอ Vlad Ixel (นักวิ่งอาชีพชาวออสเตรเลีย และเป็นแชมป์ในระยะนี้ปีนี้ด้วย) วิ่งแซงไปทางด้านซ้าย ทั้งๆที่เค้าออกตัวช้ากว่า 15 นาที ผมคิดในใจ.. โคตรเร็วเลยเว้ย สมเป็น elite จริงๆ (และยังมารู้ทีหลังว่าเค้าหลงไปประมาณ 3K ในช่วง 15K แรก แต่ยังกลับมาเป็นแชมป์ได้ และเวลาห่างจากรองแชมป์ 7 นาที.. สุดยอด)

10 – 20K
เวลาประมาณ 6 โมงนิดๆ อากาศเย็นสบาย ผมยังคงวิ่งต่อไปได้เรื่อยๆ ยังไม่รู้สึกเหนื่อยหรือหอบอย่างชัดเจน แต่ที่สังเกตตัวเองได้อย่างนึงคือกินน้ำ-เกลือแร่น้อยมาก (อาจเป็นเพราะอากาศค่อนข้างเย็น) พอคิดได้เลยพยายามจิบน้ำเข้าไปเรื่อยๆเพราะกลัวจะ dehydrated โดยไม่รู้ตัวซะก่อน ช่วงนี้จำได้ว่าข้างทางมีกิ่งไม้-หนามเยอะมาก ผมเองนี่โดนเกี่ยวไปหลายแผลเต็มขาเลย แผลยาวสุดน่าจะประมาณ 10 cm ได้ จำได้ว่าตอนนั้นตั้งใจลุยต้นนี้เลย พอโดนเกี่ยว ครืดดด.. เท่านั้นแหละ รู้สึกผิดกับตัวเองขึ้นมาเลย ฮ่าๆๆ

20 – 30K
ช่วงนี้แหละครับ ความลำบากเริ่มมาเยือน เริ่มจากปวดท้อง(ถ่ายหนัก) ผมพยายามรวบรวมสมาธิต่อสู้กับมันอยู่พักนึง สุดท้ายพ่ายแพ้ เลยต้องยอมเคลียร์ธุระข้างทางแป๊ปนึง.. เสร็จเรียบร้อยวิ่งมาเจอทางเลี้ยวเข้าไป CP (check point) ผมเติมน้ำและเกลือแร่ก่อนเลี้ยวเข้าไป หลังจากเติมเสร็จ มาคิดได้ว่านี่จะกำลังจะวนเข้าไปที่ CP เดี๋ยวก็ออกมาแล้ว จะเติมน้ำไปทำไมเยอะแยะให้หนักเปล่าๆ หลังจากที่คิดได้ก็เลยเทน้ำออกจากขวดครึ่งนึง (เหลือประมาณ 500 mL จากที่เติมไป 1L) และวิ่งต่อไป วิ่งมาได้ซักพักเจอ Vlad วิ่งสวนกลับมา ทักทายกันนิดหน่อย แต่ตอนนั้นยังจินตนาการไม่ออกว่าเค้านำหน้าผมอยู่ไกลขนาดไหน
ความลำบากอย่างที่สองเกิดขึ้นหลังจากเทน้ำออกครับ เพราะ CP นี้อยู่บนเขา อากาศเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ และไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนถึงจะกลับออกมาที่จุดเติมน้ำอีกครั้ง แต่คิดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินขึ้นไป ใช้น้ำที่มีอย่างประหยัด ช่วงนี้จำได้ว่ามีคนนึงวิ่งแซงไป หลังจากผ่าน CP เป็นทางลงเขา เค้า downhill เร็วมากกก ผมเลยได้โอกาสตามเค้าไปเรื่อยๆ

30 – 40K
ช่วงนี้ผมเริ่มมีอาการเหนื่อยขึ้นมาอย่างรู้สึกได้ชัด พร้อมๆกับอาหารที่เตรียมมากำลังจะหมดลง (ถึงตอนนี้ผมกิน perpetuem ไปแล้ว 1 ซองครึ่ง, Gu chomp 1 ซอง และ Humble bar ที่ได้สมนาคุณมาอย่างเนียนๆจากพี่อุ้มและพี่แตง 2 ชิ้น) เหลือ perpetuem อีกครึ่งซองถ้วน กับระยะประมาณเกือบ 17K และ 1:45 Hrs ที่เหลืออยู่ (จริงๆแล้วอาจจะเหลือเฟือถ้ากะไปเรื่อยๆไม่รีบ แต่สำหรับเป้าหมาย sub 6 Hrs ที่ตั้งใจไว้มันไม่ง่ายเลย T^T)
ในช่วงนี้ผมได้คุยกับคนที่ผม downhill ตามลงมาจาก CP ที่แล้ว เค้ามาจากมาเลเซีย ลงสมัคร 100Duo และคู่ของเค้าก็ไม่มาเหมือนกัน (นี่มันบังเอิญสุดๆ) เค้าเล่าให้ฟังว่าที่นี่เป็นสนามแรกในไทย และอาจจะเป็นสนามสุดท้าย เพราะเค้ากะว่าถ้าหลังจากนี้จะวิ่งก็คงเป็น Run for fun.. not for competition (ยิ้ม)
เราเลยวิ่งไปด้วยกันอยู่พักใหญ่ๆเลย ผลัดกันแซงบ้าง ช่วยให้หายเบื่อ หายเหนื่อยลงไปได้ไม่น้อยเลย ต้องขอบคุณความบังเอิญที่ทำให้ได้เจอเพื่อนต่างวัยจากต่างแดนที่พร้อม DNF จากสนามนี้ด้วยรอยยิ้มคนนี้ด้วยครับ 😀

40 – 50K
ช่วงนี้ผมเริ่มแยกกับเพื่อนจากมาเลเซียแล้ว ณ ตอนนี้สิ่งที่ผมเหลือคือเวลาประมาณ 1 ชม. กับระยะทางประมาณเกือบๆ 10K ส่วนอาหารที่เตรียมมาไม่เหลือแล้ว.. หมดเกลี้ยง พร้อมกับตะคริวที่เริ่มมาเยือนที่ขาซ้าย สลับกับต้นขาขวา.. (ซวยแล้วกรู ยิ่งยากขึ้นไปอีก) ยิ่งเร่ง ตะคริวยิ่งก่อตัว
ถึงตอนนี้ ผลจากการพยายามคุมความเร็วในช่วงที่ผ่านมาในภาวะที่พลังงานไม่พอ ทำให้ไปต่อด้วยความเร็วที่คาดหวังได้ยากมากขึ้น บางจังหวะแขนเริ่มชา หัวเริ่มเบลอ (อาจจะเพราะร้อนด้วย) แต่ในใจคิดอยู่อย่างเดียวคือถ้าจะเอา sub 6 ต้องไม่หยุดและตั้งสมาธิวิ่งต่อไปเรื่อยๆ ผมพยายามจดจ่อกับการวางเท้าแต่ละก้าวไม่ให้ตะคริวขึ้น ด้วยสภาพที่เป็นอยู่ตอนนั้นถือว่าเป็น 10K ที่เหนื่อยสุดๆ และต้องต่อสู้กับตัวเองในทุกก้าวที่วิ่งไป… (วิ่งผ่านโปรตุ้มรอถ่ายรูป แว้บนึงในใจคิดว่าอยากจะกระโดดตอนถ่ายรูป แต่คิดอีกทีอย่าดีกว่า โดดไปตอนนี้ ลงพื้นปุ๊บ ตะคริวมาแน่นอน ฮ่าๆๆ)
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ พร้อมกับวิ่งผ่านนักวิ่งคนอื่นมากขึ้นๆ เป็นสัญญาณว่าเส้นชัยอยู่อีกไม่ไกล ไม่นานหลังจากนั้นผมก็ได้กลับมายืนอยู่ที่เดิมหลังจากเวลาผ่านไปเกือบ 6 ชั่วโมง พร้อมกับกดหยุดนาฬิกา.. 5:52:38 ชม. ในที่สุดมันก็สำเร็จ 😀

หลังจากเรซนี้ ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นอีกหลายอย่างเลยทีเดียว
1) ต้องใส่ใจกับการเตรียมอาหารให้พลังงานมากกว่านี้ เหลือดีกว่าขาด ครั้งนี้ถือว่าโชคดี แต่ครั้งต่อไปอาจจะไม่โชคดีเหมือนครั้งนี้
2) การศึกษาระยะ และจุดสำคัญต่างๆของเส้นทางวิ่ง อาจจะไม่ถึงกับจำเป็น แต่ถ้ามีข้อมูลที่สำคัญเช่น จะต้องวิ่งไปไกลอีกแค่ไหน ผ่านสภาพทางยังไง ก่อนจะเจอจุดให้น้ำอีกครั้ง น่าจะดีกว่าไม่มีข้อมูลพวกนี้เลย
3) แม้ว่าหลังจากวิ่งจบแล้วจะไม่มีอาการบาดเจ็บเลย (โดยเฉพาะ ITBs, บาดเจ็บด้านข้างหัวเข่าด้านนอก ที่เรซหลังๆเจอมาทุกครั้ง) มีแค่อาการเมื่อยล้าบ้างตามปกติ แต่ส่วนที่รู้สึกปวดเมื่อยมากกว่าที่ควรจะเป็นคือแถวๆต้นคอมาถึงไหล่ ซึ่งคิดไปคิดมาแล้วน่าจะเป็นเพราะที่ผ่านมาไม่ได้เทรน core body เลย หลังจากนี้คงต้องให้ความสำคัญมากกว่านี้
เรซนี้เป็นอีกครั้งที่ยืนยันได้ว่า การมีเป้าหมายในใจและจดจ่อกับมัน ให้ผลที่แตกต่างจากการทำไปเรื่อยๆแบบไร้เป้าหมายได้อย่างชัดเจน

#TNF100
30 Jan 2016
SHARE
Written in this book
Running

Comments

Dankai
3 years ago
อยากไปลองวิ่งบางแต่คงไม่ไหว
Reply
Artsimone
7 months ago
สุดยอดแล้วครับ :)
Reply