ผมใส่กางเกงในผู้หญิง
นับเป็นความทรงจำอันเลวร้าย
คุณผู้ชายครับ คุณผู้ชายที่มีจิตใจที่เป็นชายจริงๆน่ะครับ
คุณเคยใส่กางเกงในผู้หญิงหรือเปล่า?
ผมพูดอย่างเต็มปากได้ว่า ผมเคยใส่ครับ!!!

เอ่อ…อย่าเพิ่งคิดไปว่าผมมีความคิดที่จะอยากเป็นหญิงหรืออะไรนะครับ ผมก็ผู้ชายปกตินี่แหละ และต้องออกตัวไว้ก่อนว่าผมไม่ใช่พวกหื่นกามอะไรด้วย เพราะตอนที่ใส่กางเกงในผู้หญิงนั้น ผมก็ยังเป็นเด็กหัวเกรียนเรียนประถมอยู่ ซึ่งสมัยนั้นมันก็เด็กเกินกว่าจะสนใจกางเกงในผู้หญิงนะครับ แต่ที่ผมต้องใส่มันเพราะถูกบังคับน่ะสิ

ไม่น่าเชื่อใช่ไหมครับ ใครกันจะบังคับให้เด็กผู้ชายอย่างผมต้องมาสวมใส่กางเกงในผ้าลื่นแบบนั้น แม้ต่อให้เอาคนทั้งโลกมาบังคับ เด็กประถมอย่างผมก็ไม่มีวันใส่เด็ดขาด นอกเสียจากคนๆเดียวที่สามารถบังคับผมได้ทุกเรื่องทุกเวลา และคนนั้นๆก็คือ “แม่” ผมนั่นเองครับ

จริงๆแล้วจุดเริ่มต้นมันมาจากผมเองแหละครับ มันมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมมักเป็นแผลรอบเอวจากยางยืดไร้คุณภาพของกางเกงในชายที่แม่หาซื้อมาให้ผมใส่ ก็แหง…กางเกงในเด็กขายตามตลาดนัดจะเอาอะไรกับมันใช่ไหมล่ะครับ แต่คนเป็นแม่เห็นแบบนี้ก็อดที่สงสารลูกไม่ได้ แม่จึงเสนอไอเดียใหม่ขึ้นมา

แรกทีเดียวผมคิดว่าแม่จะลงทุนไปซื้อกางเกงในมียี่ห้อราคาแพงๆที่โฆษณาตามโทรทัศน์มาให้ผมใส่ ผมคิดว่านั่นเป็นไอเดียที่น่าจะดูดีที่สุดแล้ว แต่ที่ไหนได้แม่คิดแหวกแนวกว่านั้นเยอะครับ แม่คิดว่ากางเกงในผู้ชายมักทำขอบยางยืดหนาๆซึ่งนี่แหละคือสาเหตุให้มันรัดจนเป็นแผล แต่ดูกางเกงในผู้หญิงสิ ขอบบาง อ่อนโยนต่อสุขภาพผิวรอบเอวแน่ๆ นี่แหละคือคำตอบ

ทีแรกผมคิดว่าแม่เพียงแต่เล่นมุกให้ผมครึกครื้นเฮฮา ถ้าแม่ไม่ยื่นกางเกงในผู้หญิงที่ซื้อมาใหม่ให้ผมในวันสองวันถัดมาจริงๆ

“ไม่เอาอ่ะ อายคน ไม่ใส่หรอกแม่” ผมทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
“ใครจะไปเห็น กางเกงในมันอยู่ข้างใน”

อืม... ที่แม่พูดก็มีเหตุผล เราจะไปโชว์กางเกงในให้ใครดูวะ
ลองดูสักครั้งก็ไม่เสียหายอะไรนี่

สุดท้ายผมก็ใส่มันจนได้ และหลังจากใส่ไปได้ไม่นาน แผลที่รอบเอวก็หายไปราวปาฏิหาริย์ มันจึงเป็นเหมือนสิ่งที่ตอกย้ำว่าความคิดของแม่ถูกต้องแล้วจริงๆ ผมจึงต้องใส่มันทุกวัน ใส่ไปโรงเรียน ใส่ไปเล่นกับเพื่อน ใส่อยู่บ้าน จนกระทั่ง…

ค่ำวันอาทิตย์ ผม พี่สาว และแม่ พวกเราเดินทางกลับบ้านหลังจากไปค้างบ้านญาติมาสองคืน ระหว่างเรากำลังรอข้ามถนนหน้าปากซอยบ้านนั้น แม่บอกให้เราดูรถดีๆ อย่าผลีผลามข้ามไปเด็ดขาด ด้วยความที่แม่ทั้งสะพายกระเป๋าทั้งหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังเพื่อให้ลูกๆได้เดินสบายๆนั้น แม่จึงไม่ได้จับแขนผมกับพี่สาวไว้เหมือนทุกครั้ง และเด็กก็คือเด็กวันยังค่ำครับ เมื่ออยู่กลางถนนและเป็นจังหวะรถติด ผมจึงคิดว่าตัวเองมองถี่ถ้วนแล้ว รีบวิ่งเร็วจี๋ข้ามฝั่งไปอย่างร่าเริงสุดขีด หวังจะถึงฟุตบาทเป็นคนแรกเพื่อโชว์ความเก่งกาจของตนเอง แต่มันไม่เป็นอย่างที่คิดครับ

มอเตอร์ไซค์วัยรุ่นจากไหนไม่รู้ วิ่งเข้ามาชนอย่างจัง ผมกระเด็นไปแบบไม่รู้ตัว หน้าตาเนื้อตัวเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำโคลนที่ขังบนถนน ด้วยความมืดแม่ถึงกับเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเลือดจึงร้องไห้โฮ และวิ่งเข้ามาโผกอดด้วยความตกใจ ตอนนั้นข้าวของอะไรไม่สนแล้ว ทิ้งไว้ก่อน สนใจแต่ลูกชายอย่างเดียว ครั้นเมื่อผมลุกขึ้นยืนแสดงให้เห็นว่าไม่มีเลือดตกยางออกพร้อมทำหน้าเหลอหลาได้ เมื่อสำรวจร่างกายก็พบว่ามีแผลอยู่ที่ต้นขาเพียงนิดหน่อย แม่จึงเบาใจขึ้นเยอะ (ระหว่างนี้พี่สาวผมถูกลดบทบาทไปมากทีเดียว ดูเผินๆนึกว่าเป็นหนึ่งในไทยมุง)

หลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ถกเถียงกันระหว่างคนขี่มอเตอร์ไซค์กับแม่ของผม คนขี่บอกว่าเขาไม่ผิด ไอ้เด็กเวรนี้ต่างหากที่วิ่งตัดหน้ารถเขา ไม่เรียกค่าเสียหายก็บุญเท่าไหร่แล้ว ส่วนแม่ผมบอกประมาณว่า รู้ทั้งรู้ว่าถนนเส้นนี้คนข้ามกันเป็นว่าเล่น ยังจะขับเร็วอย่างกับแข่งมอเตอร์ครอส อย่างนี้ถือว่าไม่แคร์สังคม โอเค ลูกฉันก็มีส่วนผิด แต่นายก็ไม่ได้ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์นะ เพราะฉะนั้นควักเงินจ่ายค่าหยูกค่ายามาซะดีๆ คนขี่มอเตอร์ไซค์เหมือนหูทวนลม ทำท่าจะบิดคันเร่งหนีไป แม่เห็นท่าไม่ดีจึงต้องขอใช้ตัวช่วย

“น้าเปี๊ยกเป็นนักเลง”
แม่เคยพูดไว้อย่างนี้ เมื่อครั้งที่ผมถามแม่ว่าน้าเปี๊ยกคนที่ชอบนั่งอยู่หน้าปากซอยบ้านเราคนนั้นเค้าทำอาชีพอะไร คำตอบของแม่บางทีก็ทำให้ผมมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักเลงเหมือนกัน เพราะภาพชินตาที่ผมเห็นคือน้าเปี๊ยกตั้งวงกินเหล้ากับเพื่อนๆ ดูท่าทางเฮฮาดี เอ่อ…ตอนเด็กๆนั้นผมไม่ได้ริอยากกินเหล้าอะไรนะครับ เพียงแต่อยากกินถั่วในวงเหล้าของน้าเปี๊ยกเท่านั้นเอง เลยคิดว่าอาชีพนักเลงที่ได้กินถั่วทุกวันก็น่าจะดูมีความสุขดี

กลับเข้าเรื่องดีกว่า… พอดีว่า ณ เหตุการณ์นั้น มีน้าเปี๊ยกนั่งตั้งวงเหล้ากับเพื่อนๆอยู่บริเวณนั้นพอดิบพอดี แม่จึงขอตัวช่วยให้น้าเปี๊ยกมาพูดกับคนขี่มอเตอร์ไซค์ให้หน่อย

ผมยังจำสีหน้าของคนขี่มอเตอร์ไซค์ได้จนถึงวันนี้ ก่อนที่จะน้าเปี๊ยกจะเดินเข้าไปไอ้หนุ่มนักบิดยังเชิดหน้าชูตาอย่างกับตัวโกงในหนังจีนอยู่เลย น้าเปี๊ยกค่อยๆเดินเข้าไปและยืนคุยไม่ถึงหนึ่งนาที น้ำตาคนขี่มอเตอร์ไซค์ค่อยๆเอ่อคลอเบ้า และควักเงินออกมาสองร้อยบาทอย่างง่ายดาย น่าทึ่งสุดๆ ทุกวันนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าน้าเปี๊ยกพูดอะไรกับหนุ่มมอเตอร์ไซค์คนนั้น

น้าเปี๊ยกยื่นเงินให้แม่ แล้วกลับไปนั่งกินเหล้าแกล้มถั่วต่อไป นาทีนั้นผมเริ่มเจ็บแผลที่ต้นขา เลยไม่มีอารมณ์อยากกินถั่วเท่าไหร่

แม่พาผมไปที่คลินิกแห่งหนึ่งแถวนั้นพร้อมพี่สาวผมที่เดินตามต้อยๆ เดินไปก็ร่ายยาวเรื่องผมข้ามถนนไม่ระวัง ระหว่างนั้นผมเริ่มเอะใจอะไรแปลกๆ และเริ่มกลัวอะไรบางอย่าง ไม่ได้กลัวแม่ ไม่ใช่แผลที่ต้นขา เรื่องนั้นถือเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก

พยาบาลสาวบอกให้แม่กับพี่สาวนั่งรอ และพาผมไปยังห้องล้างแผล ผมพยายามจะสื่อสารว่าไม่ต้องหรอก เดี๋ยวผมไปล้างเองที่บ้าน ซื้อยาอย่างเดียวก็ได้นะครับแม่ แต่ก็ไม่เป็นผล แม่รีบไล่ให้ผมไปกับพยาบาลสาวคนสวยในชุดสีขาวนั้นให้ได้

บรรยากาศในห้องทำแผล :
แสงจ้าจากไฟนีออนคุณภาพดีส่องสว่างราวกับต้องการขับเน้นให้สายตามนุษย์เห็นชัดในทุกรายละเอียดของโลก ผมเป็นเด็กน้อยที่มีชีวิตอยู่ในเงื้อมมือสาวสวย ถ้าเธอไม่สวยจะดีกว่านี้ เพราะผมอาจไม่ได้เขินอายมากมายเท่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ได้

“แผลอยู่ตรงไหนคะ” เธอพูดอ่อนนุ่มพร้อมรอยยิ้มหวาน
“ต้นขาครับ” ผมตอบไปตามความจริง

เธอใช้สายตาสำรวจรอยเปื้อนที่กางเกงวอร์มของผม และเดาว่าตรงนั้นน่าจะมีแผลอยู่ข้างใน ซึ่งเธอก็เดาได้ไม่ผิด แผลเดียวของผมอยู่ที่ต้นขาขวาด้านข้างบริเวณที่กางเกงเป็นรอยนั่นแหละครับ

“ขอพี่ดูแผลหน่อยซิ”
“เอ่อ…”
“ดึงกางเกงลงหน่อย ไม่ต้องอายหรอกนะ” เธอพูดพลางอมยิ้ม
แต่สิ่งที่ผมทำกลับเป็นการถลกกางเกงจากข้อเท้าและค่อยๆร่นขึ้นมาข้างบนอย่างยากลำบาก เธอมองด้วยความงุนงงสงสัย ก่อนจะหัวเราะเบาๆ
“พี่ว่า…ดึงลงมาเลยจะง่ายกว่ามั้ย” และถือวิสาสะจับขอบยางยืดกางเกงวอร์มของผม กระตุกมันลงมาอย่างรวดเร็วชนิดที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัวขัดขืนใดๆ

เธอเห็นมัน!!!

ถึงผมจะเป็นเพียงเด็กประถมกะโหลกกะลาไม่น่าสนใจ ถึงผมจะเด็กเกินกว่าจะใส่ใจในรูปลักษณ์เสื้อผ้าหน้าผมของตนเอง ถึงผมจะเด็กเกินกว่าจะขวยเขินต่อสตรีเพศ แต่นาทีนี้เหตุผลต่างๆใช้กับผมไม่ได้เลย

การสวมใส่กางเกงในผู้หญิงของผมคงไม่น่าสลักสำคัญใดๆ ต่อความรู้สึก ถ้า ณ วินาทีที่พยาบาลสาวสวยคนนั้นกระตุกกางเกงวอร์มผมแล้วเห็นกางเกงในผ้าลื่นเธอไม่ได้ทำตาลุกวาวอย่างตกตะลึง และมองผมด้วยรอยยิ้มที่ตีเป็นคำพูดได้เพียงอย่างเดียวว่า…

“ฮั่นแน่!!!”

ทุกอย่างจบลงแล้ว ผมกลายเป็นตัวตลก ผมกลายเป็นเด็กมีปัญหาทางจิตวิปริตทางเพศ ผมจะเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ของคลินิกแห่งนี้ ผมจะอดเป็นนักเลงผู้น่าเกรงขาม และผมจะอดกินถั่ว…

ในวินาทีที่แอลกอฮอล์ถูกราดไปที่แผล ในหัวผมคิดเพียงแค่ว่า พรุ่งนี้ผมจะแคะกระปุกและกำเงินทั้งหมดไปซื้อกางเกงในผู้ชายที่ตลาดนัดแถวบ้าน แม้ขอบยางยืดมันจะบั่นเอวจนร่างผมขาดเป็นสองท่อนก็ตามที!!!
SHARE
Written in this book
เฮ้ย อย่าดิ
ผมจำได้ว่ามันเป็นวันจันทร์ ที่ผมเพิ่งตัดผมทรงนักเรียนหัวเกรียนมาใหม่ๆ ผมเป็นเด็กหงอที่มักถูกแกล้งอยู่บ่อยๆ และครั้งนี้ก็ไม่รอด... เพื่อนหัวโจกเดินเข้ามาเบิ๊ดกะโหลกเกรียนอย่างจัง จนมันดังแป๊ะ! จังหวะนั้นผมโมโหสุดขีด จึงโต้ตอบมันด้วยการพูดเสียงจ๋อยๆ ว่า... เฮ้ย อย่าดิ
Writer
NickyPP
writer
มีเรื่องมาเล่าให้ฟัง facebook.com/nickyppth

Comments

K_Chom
5 years ago
ฮั่นแน่!!
Reply
NickyPP
5 years ago
อุ๊ย คุณพยาบาล 555 / ขอบคุณครับที่เข้ามาอ่านความระทมของเด็กชายคนหนึ่ง
Azimuths
2 years ago
อ่านตามแล้วเห็นภาพเลย ถ้าเป็นผู้ใหญ่ คงจะแอบขำๆ กับเด็กน้อยผู้อยากเริ่มแต่งสวย และคงไม่ได้คิดไรมาก

แต่ความรู้สึกของเด็กอ่ะนะ อะไรมันก็ใหญ่โตไปหมด แบบนี้มันเหมือนกับโดนเพื่อนจับแก้ผ้าโยนไปกลางวงสาวๆ ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ตรงไหนเลยเชียว

โดนแบบนี้ขอโป้ซะยังจะดีกว่าเนอะ
Reply